อยากท้องแต่ไม่อยากแพ้ท้องทำไงดี

           สำหรับหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัวเป็นคุณแม่คงมีอาการกังวลกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายกันอยู่ บางคนอาจมีการไปสอบถามคนที่เคยท้องมาก่อน หรือบางคนก็เปิดอินเตอร์เน็ตเปิดหนังสืออ่านกันเลยทีเดียวถึงการเปลี่ยนแปลงหลังจากมีการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ที่เป็นกังวลใจกันก็คือ อาการแพ้ท้อง  บางคนโชคดีมากแทบไม่มีอาการแพ้ท้องให้เห็นเลย

แต่บางคนก็แพ้ท้องตั้งแต่รู้ตัวว่าท้องจนถึงคลอดเสร็จถึงหายจากอาการแพ้  ลักษณะอาการของคนแพ้ท้องมีหลายแบบ บางคนมีอาเจียน เวียนหัว ของที่เคยชอบกินก็เหม็นกลายเป็นไม่ชอบก็มี แต่บางคนก็อยากกินอะไรแปลกๆที่ไม่เคยกินก็มี

          คุณแม่ๆทั้งหลายเคยคิดกันบ้างไหมคะว่าทำไม เมื่อท้องแล้วต้องแพ้ท้องด้วย จริงๆอาการแพ้ท้องนั้นมีผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และอาจมีผลจิตใจมีความเครียดกังวลกับการเป็นคุณแม่มือใหม่ เลยทำให้ร่างกายมีการสร้างกลไกแปลกๆออกมา ถึงแม้ว่าการแพ้ท้องจะไม่ใช่สิ่งที่คุณแม่ทั้งหลายอยากเผชิญกันนัก แต่การแพ้ท้องก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร บางคนเมื่อมีอาการแพ้ท้องจะยิ่งได้ความสนใจจากสามีและคนในครอบครัวมากขึ้นด้วยซ้ำไป

โดยปกติแล้วการแพ้ท้องจะเป็นมากในช่วง 3 เดือนแรกเท่านั้นหลังจากนั้นอาการก็จะดีขึ้น ดังนั้นคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายไม่จำเป็นต้องกังวลใจไปนะจ๊ะ แต่ถ้าใครที่ไม่อยากพบปัญหาการแพ้ท้องหนักๆลองทำตามนี้ดูนะจ๊ะ

– ในช่วงระหว่างการแพ้ท้องควรมีการปรับตารางการกินให้กินน้อยๆแต่กินบ่อยๆแทน จะเป็นการปรับสมดุลน้ำตาลใน เลือดให้คงที่ เพราะคนแพ้ท้องจะหิวบ่อยถ้ารอมัวกินตามเวลามื้ออาหารละก็ช่วงที่ท้องว่านี่ละจะยิ่งทำให้แพ้หนักมากขึ้น

– ช่วงท้องจะมีการอาเจียนบ่อย ดังนั้น ควรงดของมันของทอด เพราะนอกจากจะช่วยลดการอาเจียนแล้ว ยังไม่ทำให้อ้วนมากหลังคลอดด้วยนะ

– นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะคนแพ้ท้องจะเวียนหัวบ่อยดังนั้นจึงควรรีบนอนให้เร็วขึ้น ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และถ้าในระหว่างวันรู้สึกเวียนหัว หรือง่วงนอนก็ให้นอนหลับสักงีบเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย 

– พยายามหากิจกรรมที่ทำให้เรารู้สึกไม่เครียด ทำแล้วรู้สึกสดชื่นมาทำเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย เช่น การฟังเพลง ดูหนัง หรือเล่นเกม 

– ควรดื่มน้ำมากๆให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย  อย่าให้ร่างกายขาดน้ำเพราะโดยปกติคนแพ้ท้องจะอาเจียนบ่อยจะต้องเสียน้ำเยอะอยู่แล้ว ดังนั้น จึงควรดื่มน้ำเข้าไปทดแทน

– พยายามอยู่ในพื้นที่ที่อากาศโล่ง ไม่มีกลิ่นฉุนใดๆมารบกวนเพราะคนแพ้ท้องจะไวต่อการรับกลิ่น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว

โรคติดต่อก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คือโรคที่มาจากอีกคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์บางโรคอาจติดต่อกันผ่านการสัมผัสหรือการถ่ายทอดสู่ลูกขณะอยู่ในครรภ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยกตัวอย่างเช่นโรคซิฟิลิสโรคหนองในโรคแผลริมอ่อนเป็นต้นการมีโรคติดต่อชนิดนี้ถือว่าร้ายแรงในขั้นที่ว่า ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ 

สิ่งเดียวที่จะเยียวยาผู้ติดโรคได้ก็คือ กำลังใจจากคนใกล้ตัว คนรอบข้าง และคนในครอบครัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อมีคนเข้าใจดีแล้ว  ย่อมมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เข้าใจ หรืออาจจะเข้าข่ายออกไปทางรังเกียจ ขยะแขยง จนถึงขั้นไม่อยากเข้าใกล้แล้วแสดงสีหน้าออกมา ผ่านสายตาที่ไม่ว่าใครพบเห็นก็ต้องรู้สึกไม่ดีทุกคน คนเหล่านี้มักจะมองคนที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทางลบ

มากกว่ามองว่าเป็นเรื่องผิดพลาด “สมน้ำหน้า อยากส่ำส่อนดีนัก” เป็นการซ้ำเติมผู้ป่วยที่แฝงไปด้วยความสวะใจที่เห็นเขาเป็นโรคนี้ “อย่าเอาโรคบ้าๆนี่มาแพร่ใส่ฉันนะ” คำพูดที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ารังเกียจผู้ป่วยโรคนี้มากๆ

ทั้งนี้เมื่อผู้ติดโรคดังกล่าวได้รับสายตา คำพูด และพฤติกรรมไม่ดีจากคนรอบข้างแล้ว อาจจะมีผลกระทบต่อจิตใจและเกิดจิตใต้สำนึกกับตัวเองว่า “เรามันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอ”ทั้งๆที่ควรจะได้รับกำลังใจให้มีแรงสู้กับโรค แต่กลับกลายเป็นว่า ต้องจิตตกไปกว่าเดิมอีกคำพูดและพฤติกรรมจากสังคมโลก มีผลต่อจิตใจอย่างผู้ป่วย ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าในกลุ่มผู้ป่วยโรคติดต่อประเภทนี้ได้

โรคซึมเศร้าMajor Depressive Disorder (MDD) คือ ความผิดปกติทางจิต ที่จะรู้สึกเศร้ากับเรื่องต่างๆที่เกิดกับตัวเองได้ง่ายดาย เศร้ากับทุกเรื่อง ทุกสถานการณ์ เมื่อได้อยู่กับกลุ่มเพื่อนอาจจะแสดงออกในทางที่เป็นปกติ  ออกจะร่าเริงแจ่มใสเหมือนคนทั่วไป  แต่เมื่อคนเป็นโรคนี้ได้อยู่กับตัวเองคนเดียว  ก็จะเริ่มมีการเก็บเอาเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมาคิดใหม่

ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นจะรู้สึกว่ามันช่างยากเย็นนัก  มันช่างเหนื่อยนัก  มันช่างเศร้านัก “ทำไมมันเหนื่อยจังเลยนะ” เริ่มมีการท้อและไม่อยากอะไรแล้ว “ทำไมชีวิตเรามันถึงได้ลำบากขนาดนี้” เริ่มมีการตัดพ้อชีวิตตัวเอง รู้สึกว่าโลกมันไม่ยุติธรรม และเริ่มไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้แล้วใจมันอ่อนล้าเหลือเกิน มันบอบบางเหมือนคนไม่มีภูมิคุ้มกัน ใครพูดอะไรนิดหน่อยก็จะเก็บไปนึกคิดผิดร้ายไปหมดทุกเรื่อง

ดังนั้น ผู้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการเป็นโรคซึมเศร้า  ด้วยว่าเจอแรงกดดันมากระทบกระเทือนจิตใจ และเจอคำพูดที่เลวร้ายมากพอที่จะทำให้คนที่พบเจอเก็บมาคิดมาก และเกิดโรคซึมเศร้า ฉะนั้น ทางที่ดีคือ เราควรหันมาใส่ใจคนที่เขาเป็นโรคติดต่อนี้ให้มากๆ ดูแลจิตใจเขาดีๆ แล้วมองว่ามันคือเรื่องผิดพลาดในชีวิตเขา มากกว่าจะไปมองว่าเขาเป็นคนไม่ดี ทำให้เขามีความสุขในทุกๆวันเหมือนคนทั่วไปเช่นเรา

 

สนับสนุนโดย  แนวทางการแทงหวยลาว

การที่เรากินโยเกิร์ตทุกวันนั้นส่งผลดีต่อร่างกาย  

    ในการที่เรากินโยเกิร์ตทุกวันนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายแต่ถ้ามีสาวๆคนไหนที่ไม่ชอบไม่กินเมื่อรู้ประโยชน์ของโยเกิร์ตแล้วอาจจะชอบกินก็ได้เพราะว่าการที่เรากินทุกวันส่งผลต่อร่างกายอย่างไรเผื่อว่าใครที่ไม่ชอบอาจจะหันมากินก็ได้  

     โยเกิร์ตมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะว่าร่างกายของเราต้องต้องการแถมในโยเกิร์ตที่เราสามารถเอามาทำความสวยความงามได้อีกหลายอย่างไม่ใช่แค่การที่เรากินเพียงอย่างเดียว   เพราะว่าเราสามารถเอามาบำรุงผิวของเราได้ด้วยโดยการที่เราใช้โยเกิร์ต  เรามาดูประโยชน์จากโยเกิร์จดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

   มีภูมิคุ้มกันในร่างกาย   ส่วนใครที่ดูว่าเป็นคนที่อ่อนแอชอบป่วยง่ายลองกินโยเกิร์ตดูเพราะว่าในโยเกิร์ตนั้นมี  โพรไบโอติกส์ในโยเกิร์ต   ที่ช่วยในเรื่องของการติดเชื้อได้   ซึ่งเป็นสาเหตุของการที่เราป่วยหรือว่ามีไข้  เพราะว่าได้มีการวิจัยแล้วว่าในโยเกิร์ตสามารถที่จะช่วยในเรื่องของอาการที่เราเป็นหวัดให้หายได้เร็วขึ้นเพราะในโยเกิร์ตนั้นเต็มไปด้วย  แร่ธาตุ  ซีลีเนี่ยม  และซิงค์ ที่เป็นคุ้มกันได้อย่างดี

 ดีต่อใจ   ซึ่งมีคนเคยถามว่าในโยเกิร์ตนั้นมีไขมันที่ดีหรือว่าไม่ดีเพราะอะไร  สรุปได้แล้วว่าในโยเกิร์ตนั้นดีเพราะว่ามีไขมันที่ดีที่ไปช่วยในการลดไขมันไม่ดีออกไป  และยังช่วยในเรื่องของของไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้นอีกด้วย  แถมยังสามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือดนั้นอีกด้วย  

อุดมไปด้วยวิตามิลและแร่ธาตุ  แถมยังช่วยในเรื่องของผิวพรรณของเรา   และยังมีแคลเซี่ยมที่สูง  ช่วยสร้างในเรื่องของกระดูกและฟันอีกด้วย  

ดีต่อระบบขับถ่าย  ดีต่อลำไส้เพราะว่าในโยเกิร์ตนั้นมีแบคทีเรียดีอยู่เป็นจำนวลมาก   เมื่อเรากินเข้าไปจะช่วยในเรื่องของของการย่อยอาหารหรือว่า   อาการของคนที่ท้องผูก  ทำให้เราขับถ่ายนั้นดีขึ้น  

หน้าใส  เมื่อระบบขับถ่ายของเราดีขึ้นแน่นอนว่า  จะไม่มีสารพิษที่ตกค้างนั้นอยู่จะทำให้หน้าของเราดูใสไม่เป็นสิวได้ง่ายนั่นเองหรือที่เร่าเรียกว่าเป็นผลพลอยได้ของการที่เรากินโยเกิร์ตนั่นเอง  

ทำให้จิมิของเราดูแข็งแรง  ในการที่เราเลือกกินโยเกิร์ตเพราะว่าในโยเกิร์ตนั้นมีจุลินทรีย์  ที่สามารถช่วยในเรื่องของการป้องกันจิมิของสาวๆไม่เป็นเชื้อราได้ง่าย  และทำให้ไม่มีกลิ่นที่เราไม่อยากจะมี  แถมยังช่วยในเรื่องของการอักเสบในช่องคลอดอีกด้วยนะ  

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยหุ้น

แอสปาร์แตม น้ำตาลเทียม อันตรายใกล้ตัว

 

แอสปาร์แตม น้ำตาลเทียม อันตรายใกล้ตัว

แอสปาร์แตม คืออะไร?
แอสปาร์แตม หรือภาษาอังกฤษ คำว่า Aspartame เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งนิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารและทำเครื่องดื่ม พบได้บ่อยที่สุดในท้องตลาด แอสปาร์แตม ทำมาจากกรดแอสปาร์ติก (Aspartic Acid) และฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนตามธรรมชาติผสมกับเมทิลเอสเทอร์ (Methyl Ester)
แท้จริงนั้นร่างกายสามารถสร้างกรดแอสปาร์ติกได้เอง แต่ฟีนิลอะลานีนจะต้องทานเพิ่มเติมเพราะส่วนใหญ่อยู่ในอาหาร
น้ำตาลเทียม หรือ แอสปาร์แตมเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกย่อยสลายกลายเป็นเมทานอล (Methanol) แต่ข้อเสียของเมทานอลนั้นคือหากมีมากเกินไปก็จะเป็นพิษ ดังนั้นแปลว่าเมทานอลก็เป็นพิษต่อร่างกายหากมากเกินไป เนื่องจากเมทานอลอาจเปลี่ยนเป็นสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

9 โรคเรื้อรังที่ควรทานแอสปาร์แตม
1. เนื้องอกในสมอง
2. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือโรคเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)
3. โรคลมชัก
4. กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง
5. โรคพาร์กินสัน
6. โรคอัลไซเมอร์
7. ภาวะปัญญาอ่อน
8. โรคเบาหวาน
9. โรคฟินิลคีโตนูเรีย โรคนี้เป็นโรคต้องห้าม ที่ห้ามรับประทานแอสปาร์แตม หรือน้ำตาลเทียมเด็ดขาด เพราะเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญฟีนิลอะลานีนซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลักของแอสปาร์แตมได้

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คนไทยกับการพบเจอเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ การโรคปอดอักเสบที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ต้องขอพูดถึงที่มาของเชื้อไวรัสชนิดนี้ก่อนว่านั้นมาจากไหน และมาจากอะไร เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เริ่มแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ของประเทศจีน ซึ่งผู้เชี่ยวได้ออกมาเปิดเผยว่าไวรัสชนิดนี้นั้นมีต้นต่อมาจากสัตว์ เช่น นก งู เครื่องในกระต่าย และสัตว์ป่าอีกหลายชนิด และเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ยังสามารถติดต่อได้จากคนสู่คนได้อีกด้วย ไม่ใช่แค่สัตว์สู่คน

ซึ่งในเวลาต่อมาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ได้เริ่มแพร่ระบาดไปทั่วประเทศจีน และต่างประเทศอย่างไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นประเทศที่มีคนจีนอาศัยอยู่กันไม่น้อยเลยทีเดียว

ในตอนนี้ก็มีคนไทยเองที่ได้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้วถึง 4 คน และได้ทำการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งผู้ป่วยที่พบในรายแรกนั้นติดเชื้อไวรัสเพราะว่าพึ่งได้เดินทางกลับจากการท่องเที่ยวเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในปัจจุบันผู้ป่วยรายนี้มีอาการที่ดีขึ้น แต่ว่าเดิมทีนั้นเธอมีโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตมาอยู่ก่อนแล้ว นั้นอาจจะต้องคอยเฝ้าระวังอาการเพิ่มมากขึ้นหามีภาวะแทรกซ้อนเช่นนี้ และช่วงนี้นั้นเป็นช่วงของเทศกาลตรุษจีน

คนไทยนั้นอาจจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

หากถามว่าควรจะรับมือหรือระวังอย่างไรนั้น คือเราควรจะทำให้ช่วงของเทศกาลตรุษจีนให้เป็นการเตรียมความพร้อม ระมัดระวัง ช่วยกันสังเกตและสอดส่อง หากมองในอีกแง่มุมนั้นจะเป็นการช่วยกันเฝ้าระวังโรค เพราะในตอนนี้แล้วนั้นประเทศไทยได้การเฝ้าระวังตามจุดสำคัญอย่างที่สนามบินและโรงพยาบาล

ซึ่งการสังเกตและการสอดส่องเห็นผู้คนทั่วไปและคนรอบข้างเรานั้นที่มีอาการป่วยของระบบทางเดินหายใจ เราสามารถแจ้งกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเพื่อนำตัวไปตรวจทำการวินิจฉัยอาการว่าได้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

เพื่อหาแนวทางการดูแลรักษากันต่อไป แต่ในสำหรับคนไทยในตอนนี้ไม่ใช่แค่เพียงจะต้องคอยระวังเรื่องของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เท่านั้น

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้นั้นสามารถติดเชื้อได้จากคนสู่คน สิ่งสำคัญในการดูแลตัวเองเลยคือ การสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวกัน จะต้องพกเจลทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากสัมผัสกันแล้ว รับประอาหารสุกและใช้ช้อนกลางเพื่อความสะอาดที่จะเข้าสู่ร่างกาย และเพราะว่าในตอนนี้อีกปัญหาของคนไทยคือฝุ่นPM2.5 หากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนี้มีการไอหรือจาม เชื้อไวรัสอาจจะแพร่กระจายตามอากาศ ฉะนั้นแล้วเราควรที่สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอเพื่อสุขภาพร่างกายของตนเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    ชุดตรวจ hiv

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีความก้าวหน้าในการดูแลประชากรในด้านสาธารณสุขให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นตลอด ซึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะเป็นหลักสำหรับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้กับราษฎรทุกคน

แม้กระนั้นความเคลื่อนไหวในสังคม ซึ่งส่งผลกระทบมาจากกระแสความเคลื่อนไหวของสังคมโลกและก็ความเคลื่อนไหวของเมืองไทยอีกทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การแข่งขันชิงชัยทางการตลาด การติดต่อสื่อสารแล้วก็การติดต่อ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเยอะขึ้นเรื่อยๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลเสียต่อวิถีชีวิตรวมทั้งสุขภาพของประชากรไทยมหาศาล

จะมองเห็นได้จากในสมัยก่อนปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของราษฎรส่วนมากป่วยหนักด้วยโรคติดเชื้อ แต่ในตอนนี้ รวมทั้งในอนาคต ปัญหาด้านสุขภาพจะมีผลต่อมาจากสังคม สภาพแวดล้อม และก็การกระทำมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับ จะมองเห็นได้จากความประพฤติที่คือปัญหา ดังเช่นว่า พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ความประพฤติการบริหารร่างกาย ความประพฤติปฏิบัติความปลอดภัย การใช้ยาและก็สิ่งเสพติด ปัญหาด้านสุขภาพจิต แล้วก็ความประพฤติปฏิบัติที่เสี่ยงจากการดำรงชีพภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการบริการ

ด้วยเหตุนั้น การดำเนินงานสำหรับการขจัดปัญหาสาธารณสุขของประเทศ จำเป็นต้องปรับปรุงประชากรให้มีองค์วิชาความรู้ และก็ความถนัดที่จำเป็น และปรับปรุงความประพฤติสุขภาพให้สมควร อีกทั้งระดับบุคคล ครอบครัว รวมไปถึงชุมชน ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อราษฎรสามารถดูแลสุขภาพและป้องกันโรคให้ห่างไกลจากตัวเอง ครอบครัว แล้วก็ชุมชนได้

การจัดการดังที่กล่าวมาแล้วจะต้องเกื้อหนุนปรับปรุงความประพฤติปฏิบัติสุขภาพที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ภายใต้แผนการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งช่วยคนประเทศไทยไกลห่างโรค

แผนการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีเป้าหมายที่สำคัญ เป็น การเสริมสร้างร่างกายที่แข็งแรงให้กับประชากร รวมทั้งลดปัญหาค่าครองชีพด้านของสุขภาพในระยะยาว โดยใช้ขั้นตอนการช่วยเหลือสุขภาพแล้วก็คุ้มครองปกป้องโรค ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขับเขยื้อนการดำเนินการช่วยชาวไทยไกลห่างโรคให้บรรลุผลสำเร็จ

ระหว่างปี ๒๕๕๔ – ๒๕๕๕ รัฐบาลได้ขยายขอบเขตการบริการช่วยเหลือสุขภาพไปยังผู้มีสิทธิสำหรับในการรักษาทุกชนิด เพื่อมีความเข้าใจ และก็ความสามารถสำหรับในการดูแลตัวเอง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติสุขภาพ โดยใช้หลัก ๓ อ. เป็นหลัก เพื่อมีสุขภาวการณ์ในทุกด้าน ภายหลังการตรวจคัดเลือกกรองการเสี่ยงเพื่อ ค้นหาโรคในระยะเริ่มต้น โดยเหตุนี้

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในพื้นที่ต่างๆ ก็เลยได้รับเอาแนวทางพวกนี้ไปปฏิบัติการและก็ปฏิบัติเพื่อชาวไทยทั่วราชอาณาจักรเข้าถึงหลักประกันนี้ และก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งสุขภาพด้านร่างกายและใจแข็งแรง

นั่งนานๆ ทำร้ายสุขภาพ

การนั่งอยู่กับที่นานๆ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลง และระวังเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคร้ายก่อนวัยอันควรมากกว่าเดิมถึง 33%

นั่งนาน ไม่ยอมลุกขึ้นขยับร่างกาย เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง
– โรคมะเร็ง
– โรคอ้วน
– ปวดเมื่อยเรื้อรัง (หากนั่งผิดท่า)
– เบาหวาน
– คอเลสเตอรอลสูง
– กล้ามเนื้ออ่อนแรง
– ข้อต่อกระดูกมีปัญหา
– โรคหัวใจ
– โรคไต
– โรคเครียด ซึมเศร้า
– ฯลฯ

สิ่งที่ควรทำหากงานของคุณต้องนั่งนาน
– ทุกๆ 1 ชั่วโมง ให้ควรลุกขึ้น เดินไปเดินมา 1-2 นาที เพราะการนั่งนานๆ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก การทำอย่างนี้จะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบการย่อยอาหารของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
– หาอีเว้นยิบย่อยทำ เช่น ลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ ลุกขึ้นไปหยิบน้ำดื่มมาทานบ้าง ลุกขึ้นยืนโทรศัพท์ เดินคุย หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ขณะยืนหรือเดินบ้างทุกๆ 1-2 ชั่วโมง
– การเดินทางกลับบ้านหากระยะทางใกล้ก็ลองเดินแทนใช้บริการสาธารณะ หรือขึ้นรถเมล์ ห็ลองยืนแทนนั่ง
– หากต้องนั่งนานๆ อย่างเลี่ยงไมได้ เช่น งานเร่งมาก หรืออยู่ในห้องประชุม ลองขยับแข้งขยับขา เปลี่ยนท่านั่ง หมุนข้อมือข้อเท้า และลุกขึ้นเดินหรือยืนเมื่อมีโอกาส
– ออกกำลังกายเสมอ
– ออกกำลังกายไป ดูทีวีไป
– อย่านั่งในห้องน้ำนานเกินไป
– ลดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดัน และมะเร็ง หรือลดพฤตกรรมทำร้ายตัวเอง

อึดอัด เพราะบุฟเฟ่ต์ แก้ได้ด้วย 5 อาหารช่วยย่อย

หลังจากที่เราผ่านสมรภูมิรบอย่างบุฟเฟ่หรืออาหารมื้อใหญ่ ใครๆ ก็คงอยากจะพาตัวเองกลับไปขึ้นเตียงที่บ้าน เพราะอึดอัด แน่นท้อง จนแทบจะยืนไม่ไหว อาการแบบนี้ต่อให้คุณหลับลง คุณก็คงหลับไม่สบายหรอก ทางที่ดีเราควรจะทำให้ตัวเองรู้สึกสบายท้องขึ้นก่อนจะนอนดีกว่า
ทำอย่างไร ถึงจะทำให้คุณสบายท้องขึ้นหลังจากที่ผ่านการกินแบบจัดเต็มไป วันนี้ที่เราจะแนะนำ คือ การกินเพื่อย่อย คุณคงสงสัยใช่หรือไม่ว่า พึ่งกินจนแน่นท้องมาจะกินต่ออีกได้อย่างไร ในความเป็นจริงแล้ว เราควรทานอาหารที่ดี เพื่อให้เข้าไปสู้กับอาหารไม่ดีที่กินเข้าไปจนแน่น และ 5 อาหารต่อไปนี้ จะช่วยทำให้ท้องไส้จัดระเบียบตัวเองได้ดีขึ้น หลังจากผ่านศึกหนักมาเต็มที่

1. เปปเปอร์มินท์
เวลาที่เราจ่ายเงินหรือคิดเงินค่าอาหาร คุณเคยสังเกตบริการเพิ่มเติมของทานร้านบ้างหรือเปล่า ที่เคาน์เตอร์คิดเงินมักจะมีลูกอมรสมินท์ฟรีสำหรับลูกค้า หรือบางครั้งพนักงานก็ยื่นให้เลย คุณเคยคิดไหมว่า ทำไมต้องลูกอมรสมินท์ ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าลูกอมรสเปปเปอร์มินท์ จะช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ลดอาการคลื่นไส้ และช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ความเย็นของเปปเปอร์มินท์ จะช่วยให้ท้อง และหลอดอาหารผ่อนคลาย ช่วยขับกรดให้ออกมาย่อยอาหารในท้องได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นหากรู้สึกอิ่ม แน่น ชาเปบเปอร์มินท์สักถ้วย หรือแม้กระทั่งหมากฝรั่ง ลูกอมเปปเปอร์มินท์ช่วยคุณได้แน่นอน
2. ไข่เจียวผัก
คุณเคยทานเมนูนี้หรือไม่ มันคงเป็นเมนูที่แปลกสำหรับบางคน และคุณคงคิดหนักที่ต้องกินมันเข้าไปหลังจากทานบุฟเฟ่มา เพราะคุณน่าจะทานอะไรอีกไม่ลงแล้ว แต่ไม่ต้องคิดมากไป เราไม่ได้ให้คุณทานทันที เราจะให้คุณเก็บมันไว้เป็นมื้อเช้าต่างหาก คุณจะรู้สึกหิวมากในตอนเช้า เพราะว่าหลังจากจากที่คุณทางอาหารค่ำเข้าไปในปริมาณมาก อินซูลินในร่างกายจะสูงขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณควรจะทานอาหารที่มีโปรตีนสูงอย่างไข่ ซึ่งมีส่วนประกอบของกรดอะมีโนซิสเตอิน ซึ่งจะช่วยทำลายสารพิษในแอลกอฮอล์ และขับออกมาทางปัสสาวะ ส่วนใยอาหารในผัก เช่น ผักโขม มะเขือเทศ ก็จะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น มื้อเช้าหลังบุฟเฟ่ต์ควรงดอาหารจำพวกชีส และเบคอนก่อน เพราะอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้เกิดแก๊ส เกิดอาการท้องอืดได้

3. โยเกิร์ต และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ถึงแม้ว่าโยเกิร์ตจะเป็นอาหารที่น่าทานด้วยเพราะรสของมันที่มีความหวาน แต่คุณต้องอดใจไว้เพราะเราแนะนำให้คุณทานโยเกิร์ตในตอนเช้า เพราะมันจะช่วยไปกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ตื่นขึ้น และทำงานได้ดี ในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียแล็คโตบาซิลัส ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับระบบลำไส้ ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในลำไส้ อันเกิดจากอาหารหวานและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ก็ช่วยเผาผลาญเซลไขมัน จึงช่วยทำให้อาหารท้องอืดดีขึ้น คลายความอึดอัดแน่นท้องลงได้
4. ชาเขียว
หากต้องการกระตุ้นพลังงานในตอนเช้า ชาเขียวช่วยได้ เพราะชาเขียวมีสารต้านอนุมูลสระ และยังมีส่วนช่วยให้เกิดการปกป้องเซลล์ร่างกายที่จะถูกอาหารที่คุณทานเข้าไปก่อนหน้านั้นทำลาย มีการศึกษาพบว่า ชาเชียวช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีความสมดุล ดังนั้นชาเขียวจะช่วยได้มาก เมื่อคุณผ่านการรับประทานของหวานและแอลกอฮอล์มาอย่างหนัก

5. น้ำเปล่า
น้ำเปล่า เป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ เพราะร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำในปริมาณมาก หากคุณไม่ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบในร่างกายแย่ลง ดังนั้นเราต้องไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะในคืนที่ผ่านการรับประทานอย่างหนัก น้ำเปล่าจะช่วยชะล้างสารพิษ ช่วยระบบการย่อยอาหาร และต่อต้านอาการมีแก๊สในกระเพาะให้เราได้

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ ไม่ปล่อยให้ตัวเองทานอาหารในปริมาณมากเกินไปจนรู้สึกอึดอัด เพียงคุณทานอาหารให้ครบ 5 ในปริมาณที่เหมาะสม ให้คุณรู้สึกอิ่ม ก็เพียงพอแล้วที่ร่างกายของคุณจะมีความสุข

หน้ามืด บ้านหมุนบ่อยๆ หรือว่าเรากำลังป่วย?

ในสภาพอากาศที่กำลังร้อนระอุของบ้านเรา ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการเหล่านี้ อาการที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้เชื่อว่าหลายๆ คน คงเคยประสบอาการเวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน เวลาที่จะต้องก้มตัวหรือก้มหน้าลงแล้วเงยขึ้นกันบ้าง แต่อาการเวียนศีรษะ หน้ามืด บ้านหมุนมักเกิดขึ้นหรืออาการจะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งนี้เราก็มักจะละเลยที่จะสนใจมันเพราะคิดว่าพักสักครู่ เดี๋ยวก็หาย จึงไม่ได้หาสาเหตุหรือหาสาเหตุของมันไม่ได้ แต่!! อย่าชะล่าใจไป อย่าเอาแต่คิดว่าไม่เป็นอะไร เพราะอาการเหล่านั้นมักจะเป็นอาการเริ่มแรก หรือสัญญาณเตือนที่กำลังจะบอกว่าเรากำลังจะป่วยหรือเป็นโรคอะไรสักอย่าง โดยที่โรคนั้นกำลังซ่อนอยู่ในร่างกายของเรา เพราะฉะนั้น เมื่อคุณรู้แบบนี้แล้วก็มาเริ่มมาค้นหาสาเหตุให้รู้กันไปเลยดีกว่าว่า อาการเวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน ที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการบ้านหมุน เกิดจากอะไรได้บ้าง?

  1. โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด มีชื่อภาษาอังกฤษว่า benign paroxysmal positioning vertigo: BPPV หรืออาจเรียกว่า โรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า โดยโรคนี้จะแสดงอาการให้เรารู้สึก หน้ามืด เวียนหัวแบบบ้านหมุน ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เกิดจากการที่หูชั้นในของเราเสื่อมสภาพลง ซึ่งโดยปกติภายในของหูชั้นในจะมีอวัยวะสำคัญที่คอยควบคุมในเรื่องที่เกี่ยวกับการทรงตัวและการได้ยิน ในอวัยวะควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัวมีตะกอนหินปูนที่เคลื่อนไปมา พอเจ้าตะกอนหินปูนส่วนนี้หลุด ทำให้ตะกอนหินปูนนี้เคลื่อนที่ไปมา และส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นให้เกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุนขึ้นได้
  2. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน ซึ่งเกิดจากสาเหตุอะไรก็ไม่ทราบได้ เพราะสาเหตุที่ไม่ชัดเจน แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน แต่ทั้งนี้มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการที่หูชั้นในมีการสร้างน้ำมากขึ้นหรือมากเกินไป ส่งผลให้ท่อทางเดินน้ำในหูชั้นในแคบลง การไหลเวียนของน้ำในหูไม่สะดวก และการดูดซึมน้ำในหูชั้นในกลับน้อยกว่าปกติ หรือเกิดจากภาวะภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน ได้
  3. การอักเสบของหูชั้นใน (labyrinthitis) สาเหตุของการอักเสบของหูชั้นในส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทั้งนี้มักจะพบว่ามีประวัติการเป็นหวัด หรือระบบทางเดินหายใจอักเสบนำมาก่อน แต่ก็อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การบาดเจ็บที่ศีรษะ ภาวะเครียด ภูมิแพ้ หรือเป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิดก็ได้
  4. โรคเนื้องอกประสาทหู (acoustic neuroma) เป็นเนื้องอกที่เกิดจากเส้นประสาทหูซึ่งอยู่ชิดกับสมองภายในกะโหลกศีรษะ เป็นเนื้องอกภายในกะโหลกศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นชนิดที่ไม่ได้ร้ายแรงมาก มีความเชื่อว่าจะมีอาการต่อเมื่อเรานำตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน จึงเกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุน หูอื้อ มีเสียงรบกวนในหูแล้ว ทั้งนี้อาจมีอาการแทรกซ้อนบางอย่างร่วมด้วย เช่น อาการชาที่ใบหน้าซีกนั้น เดินโซเซ หรืออาการทางสมองอื่นๆ

นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้วว่ามีโรคอะไรที่ทำให้มีอาการเวียนหัว บ้านหมุน หน้ามืดบ้าง ยังมีโรคอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดอาการเหล่านั้นได้อีก ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากความผิดปกติของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการทรงตัว

ดังนั้นหากพบว่ามีอาการผิดปกติเริ่มแรกจากเวียนหัวลุกขึ้นยืน ก้มตัวแล้วเวียนหัว เดินเซ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ และรักษาต่อไป

กินผงชูรส ทำให้ผมร่วงจริงหรอ?

“อย่ากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเยอะ เดี๋ยวผมร่วง” เคยได้ยินประโยคทำนองนี้มากันตั้งแต่เด็กเลยใช่ไหมคะ ผู้ใหญ่มักไม่ให้เด็กๆ อย่างเรากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากเกินไป เพราะไม่อยากให้เราทานผงชูรสมากเกินไปนั่นเอง

ทานผงชูรสมากๆ ทำให้ผมรวงจริงหรือไม่ ถ้าอันตรายมากขนาดนั้นทำไมยึงมีผงชูรสเป็นส่วนประกอบของอาหารมากมายตามท้องตลาด นอกจากผมร่วงผงชูรสยังมีอันตรายอื่นๆ อีกหรือไม่ Sanook! Health มีคำตอบมาให้

ผงชูรส คืออะไร ?
ผงชูรส หรือโมโนโซเดียมกลูตาเมท (MSG) ประกอบไปด้วยโซเดียม (เกลือ) และกรดกลูตามิก (กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง) ผงชูรสได้จากการหมักกากน้ำตาลจากอ้อย หรือน้ำตาลจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติโดยผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ได้จะเป็นผลึกขาวบริสุทธิ์ ละลายน้ำได้ง่าย และเข้ากับอาหารได้ทุกชนิด

ผงชูรสเป็นที่นิยมในการเป็นส่วนประกอบที่ช่วยเสริมรสชาติของอาหารให้ดียิ่งขึ้น หรือเรียกภาษาชาวบ้านคือทำให้อาหารอร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น เราจึงพบผงชูรสตั้งแต่ร้านอาหารข้างทาง ไปจนถึงโรงงานผลิตอาหาร และขนมสำเร็จรูปต่างๆ มากมาย

ผงชูรส ทานมากผมร่วง ?
การรับประทานผงชูรสมากๆ ไม่ได้ทำให้ผมร่วงผมล้านแต่อย่างใด ไม่มีปรากฎในวารสารทางการแพทย์ หรือผลงานวิจัยใดๆ ทั้งสิ้น หลายคนนำอาการผมร่วงมาโยงหาสาเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้จากอาหารการกิน ผงชูรสจึงตกเป็นจำเลยตามความเชื่อที่ได้รับมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่อันที่จริงแล้วสาเหตุใหญ่ๆ ของผมร่วง เกิดจากความผิดปกติของรูขุมขนบนหนังศีรษะ และเส้นผมเอง ความเชื่อนี้จึงไม่เป็นจริง

อันตรายจากผงชูรส
แม้ว่าผงชูรสจะไม่ได้ทำให้ผมร่วง แต่ที่เราถูกห้ามตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ให้ทานผงชูรสมากเกินไป เพราะจากวารสารทางการแพทย์ มีการรายงานถึงอาการผิดปกติของคนที่ทานอาหารที่มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบเอาไว้มากมาย ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงอาการร้ายแรง

– คอแห้ง กระหายน้ำ

– มีอาการแพ้ผงชูรส ปากแห้ง ลิ้นชา แขน หลัง และคอมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น แน่นหน้าอก หน้าแดง จนถึงขั้นเป็นลม

– กระตุ้นอาการหืดหอบ และไมเกรนให้กำเริบ

แต่กระนั้น ก็ยังไม่สามารถสรุปฟันธงได้ว่า อาการผิดปกติดังกล่าวมาจากผงชูรสเพียงอย่างเดียว เพราะจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น และจากการทดลอง มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมาก เช่น ส่วนประกอบต่างๆ ของอาหารในจานนั้นๆ ที่อาจส่งผลต่ออาการเหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน

แต่อันตรายจากผงชูรสที่เกิดขึ้นจากเกลือโซเดียมในผงชูรส มีดังนี้

– ภูมิต้านทานร่างกายลดลง

– เกิดการคลั่งในสมองของเด็ก ทำให้เด็กโตขึ้นมามีอาการปัญญาอ่อน หรือมีอาการชักโคม่า

– เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต ความดันสูง โรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ที่แพทย์สั่งห้ามทานอาหารเค็ม

ส่วนใหญ่ผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งผู้ผลิตมักไม่ค่อยระมัดระวังในปริมาณการใส่ผงชูรสลงไปในอาหาร เพราะผงชูรสไม่ได้มีรสชาติเค็มชัดเจนเหมือนเกลือแกงธรรมดา ใส่ผงชูรสมากๆ ก็อาจไม่ค่อยรับรู้รสเค็มได้ชัดเจน ถึงอาจเผลอใส่เยอะจนทำให้ร่างกายได้รับผงชูรสมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ยังมีอันตรายที่เกิดขึ้นจากตัวผงชูรสเอง ดังนี้

– ทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการเจริญเติบโต

– ทำลายระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาทตา

– อาจเป็นต้นเหตุของมะเร็ง

– เป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารก

ทั้งนี้ อันตรายเหล่านี้เกิดขึ้นจากการทานรับประทานผงชูรส “มากเกินไป” เท่านั้น

ทานผงชูรสเท่าไร ถึงจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
บางคนที่ยังไม่สามารถตัดผงชูรสออกไปจากมื้ออาหารได้อย่างเด็ดขาด ควรรับประทานได้ไม่เกินวันละ 2 ช้อนชา หรือหากต้องการให้รสชาติของอาหารที่ความอร่อยกลมกล่อมใกล้เคียงกับการใส่ผลชูรส สามารถใส่วัตถุดิบจากธรรมชาติได้ เช่น สาหร่าย น้ำต้มกระดูก เป็นต้น

แม้ว่าเรื่องผงชูรสทำให้ผมร่วงจะเป็นเรื่องไม่จริง แต่ที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เราทานผงชูรสมากเกินไปตอนเด็กๆ ก็ยังเป็นเรื่องจริงที่ควรทำอย่างนะคะ และถึงแม้ว่าผงชูรสจะแฝงอันตรายเอาไว้มากมาย แต่หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถให้ประโยชน์กับคนทานอย่างเราๆ ได้เหมือนกัน