วิธีการเตรียมตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นไข้หวัด

สำหรับอาการไข้หวัดนั้น ใครใครก็มักจะเป็นกันบ่อยบ่อยเพราะไม่ว่าจะสภาพอากาศที่ไม่ค่อยดี มีฝุ่นละอองเยอะ จาการที่ควันรถและยังมีสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่แทบจะตลอดเวลา ดังนั้น จึงอาจทำให้มีอาการปวดหัวเป็นไข้เกิดขึ้นได้ เราจึงควรมีวิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากอาการไข้หวัด มาดูกันว่าเราสามารถดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง

  1. ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะการออกกำลังกายนั้นจะไปเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราเอาไว้ต่อสู้กับเจ้าโรคร้ายทั้งหลายได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่โรคไข้หวัดเท่านั้น  การที่เราออกำลังกายแล้วทำให้เหงื่อออกจะเป็นการขับสารพิษบางส่วนออกมาจากเหงื่อของเราด้วย ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดที่ใครใครก็สามารถทำได้
  2. ทำความสะอาดโต๊ะทำงาน ก็จะช่วยให้เราไม่เจ็บป่วยได้ง่าย เชื่อไหมว่าที่โต๊ะทำงานของเรานี่ล่ะที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคเลย เพราะว่ามีทั้งขี้ฝุ่น ทั้งเศษอาหารที่เรานำมากิน หรือบางทีมีเชื้อโรคที่อาจจะติดมือเรามาเวลาที่เราไปที่ไหนแล้วเผลอไปจับโดนเชื้อโรคเข้า ดังนั้น เราจึงควรทำความสะอาดโต๊ะทำงานอาทิตย์ละครั้งก็ยังดี
  3. พยายามอยู่ให้ห่างใกล้กับคนทีป่วย เพราะการติดเชื้อโรคมักจะติดจากการสัมผัส ไอ จาม หรือแม้แต่หายใจอากาศร่วมกัน ดังนั้นเราจึงควรอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีผุ้ป่วยจึงจะปลอดภัยที่สุดแต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรจะหากอะไรมาช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือก่อนทานอาหารเป็นต้น
  4. ควรหาวิตามินซีมากิน เพราะวิตามินซีจะช่วยป้องกันให้เป็นไข้หวัดได้ยากขึ้น 
  5. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ไม่ได้เท่าที่ควร จึงทำให้ไม่สบายบ่อยได้ และการกินแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำออกมามากและยังมีข้อเสียอีกมากมาย ดังนั้นการไม่ดื่มแอลกอฮอล์คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย
  6. มือถือของเราเองก็ควรที่จะทำความสะอาดด้วยเช่นกัน เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธ์ของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน เนื่องจากมือของเรามักจะไปจับโน่นจับนี่โดยที่เราอาจจะลืมสังเกตไปว่ามันสกปรกแล้วเราก็นำมาจับที่มือถือแล้วก็ไปจับอย่างอื่นต่อ ดังนั้นมือถือนี่ละเป็นตัวการที่ทำให้เราป่วยได้ง่าย
  7. ควรทำจิตใจให้สดใสเบิกบานอยู่เสมอ หากเราสุขภาพจิตดี ไม่เครียดง่ายก็จะทำให้เราร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคได้ดีอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยลาว

โภชนาการที่ดีมีอะไรบ้าง สำหรับทุกคนที่รักสุขภาพ

โภชนาการมีความสำคัญต่อสุขภาพและร่างกายของคุณมากนะ เพราะร่างกายยังคงต้องการสารอาหารที่ดีเพื่อที่จะได้มีพลังงานสำหรับการดำรงชีวิตในแต่ละวัน และความต้องการของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันหรอกนะ แต่วันนี้เราจะมาบอกคุณว่ามี สารอาหารอะไรบ้างที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา หรือ ที่ทุกคนเคยได้ยินว่า กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เราไปดูกันดีกว่ามีสารอาหารที่สำคัญสำหรับเราบ้าง

  1. คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่ทำให้เรามีเรี่ยวแรงในการเดิน วิ่ง หรือ มีกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งอาหารที่มีแหล่งคาร์โบไฮเดรต ก็คือ ข้าว, แป้ง, มัน, เผือก, และผักและผลไม้ 
  2. โปรตีน เป็นสารอาหารที่ช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกายของเราให้แข็งแรง คุณควรจะได้รับมากที่สุดไม่เกิน วันละ 2 กรัมของน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แหล่งโปรตีนที่ดีคือได้มาจากเนื้อสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น เนื้อ, เนื้อหมู, เนื้อไก่, เนื้อปลา และอาหารทะเล รวมไปถึง ไข่และนม ด้วย
  3. ไขมัน ร่างกายของเรายังคงต้องการไขมัน (ดี) อยู่เพราะมันจะทำให้ระบบภายในร่างกายคุณทำงานได้ปกติและยังเป็นแหล่งที่ช่วยดูแลผิวพรรณเราด้วย แต่คุณต้องเลือกไขมัน(ดี) กินนะ โดยเฉพาะไขมันจากปลา และ ถั่ว หรือ น้ำมันมะกอก ไม่ควรกินไขมันที่เกิดจากการนำอาหารไปทอดโดยเด็ดขาด คุณจะได้

ไขมัน(ไม่ดี)ไปแทนนะ

  1. วิตามินและแร่ธาตุ เป็นสารอาหารที่ช่วยรักษาความสมดุลให้แก่ร่างกาย แต่คนส่วนมากมักจะลืมนึกถึงมัน ซึ่งจริงๆแล้ว วิตามินและแร่ธาตุ นั้นสำคัญมาก เพราะวิตามิน หรือ แร่ธาตุ ช่วยทำให้ร่างกายทำงานในแต่ละส่วนได้ดียิ่งขึ้น อย่างเช่น วิตามินซี ช่วยเรื่องกันไข้หวัด หรือ วิตามินบี ช่วยเรื่องการเป็นเหน็บชา หรือ แม้กระทั้งแร่ธาตุๆ อย่างเช่น ธาตุเหล็ก ทำให้เลือดเราทำงานดีขึ้น คุณสามารถหาวิตามินและแร่ธาตุ จาก ผักและผลไม้ต่างๆ เช่น ส้ม,กล้วย, ตับ หรือ ผักคะน้า
  2. น้ำ มีความสำคัญมากๆ ในการทำให้ร่างกายเรายังทำงานได้เป็นปกติ เพราะน้ำจะช่วยเรื่องระบบต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบการไหลเวียนของเลือด คุณจึงต้องให้ความสำคัญในการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วยนะ  โดยคุณควรดื่ม ให้ถึง 6-8 แก้ว ต่อวัน เพราะหากคุณดื่มน้ำน้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายคุณรู้สึกอ่อนเพลีย

สำหรับทุกคนที่รักตัวเองและรักสุขภาพ คิดว่าไม่ยากเกินไปที่คุณจะหันมาสนใจโภชนาการอาหารที่ดีและกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อความสมดุลและร่างกายที่ดีของตัวคุณเองหรอกนะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  วิธีสมัครเล่นหวยฮานอย

ทำไงดีมีตุ่มใสบนนิ้ว

         คุณเคยสังเกตตัวเองบางไหมว่า บางครั้งอยู่ดีๆ ไม่ได้ไปถูกอะไรกัดมา แต่บนมือหรือนิ้วอันเรียวสวยของคุณกลับมีตุ่มที่ไม่พึงประสงค์โผล่ขึ้นมาซะอย่างนั้น บางครั้งตุ่มที่ขึ้นมาก็หายเองโดยที่เรายังไม่ทันไปให้หมอรักษา ถ้าเป็นแล้วหายไปเองเราคงไม่คิดอะไร แต่ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นบ่อยๆเข้า เราอาจต้องมาตรวจสอบดูบ้างแล้วว่าเรามีอาการผิดปรกติอะไรหรือไม่ จะเป็นโรคอะไรร้ายแรงหรือเปล่า 

          หากตื่นเช้าขึ้นมามองไปที่มือแล้วพบว่ามีตุ่มเม็ดเล็กๆลักษณะคล้ายไข่กบสีใสๆเกิดขึ้นตามฝ่ามือหรือยู่ระหว่างนิ้วมือเรา เราคงจะสงสัยว่าตัวอะไรกัดหรือเราไปโดนอะไรมาหรือเราเป็นโรคอะไรหรือเปล่าถึงมีตุ่มขึ้น อันที่จริงตุ่มแบบนี้คุณหมอที่เป็นหมอผิวหนังจะเจอคนไข้ที่มีตุ่มลักษณะแบบนี้บ่อย เรามีดูกันว่าตุ่มแบบนี้มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

  1. บางทีตุ่มเหล่านี้สาเหตุก็มาแค่เราไปถูกสารเคมี หรือไปจับอะไรแล้วทำให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้ขึ้นมาได้
  2. หรือบางทีอาจเกิดจากร่างกายเราผิดปกติ ทำให้เกิดโรคขึ้นได้ เช่น
  • โรคภูมิแพ้  หากคุณมีอาการของโรคภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็ก อาจเป็นสาเหตุทำให้คุณมีตุ่มขึ้นตามร่างกายเองได้ โดยตุ่มดังกล่าวจะเป็นๆหายๆ ขึ้นอยู่กับว่า ณ ตอนนั้นคุณได้ไปสัมผัสกับสารเคมีอะไร หรือทานอะไรเข้าไปที่คุณเคยแพ้ก็จะทำให้ตุ่มนี้เกิดขึ้นมาได้ 
  • โรคเรื้อนกวาง โรคชนิดนี้ เป็นโรคเกี่ยวผิวหนังมีการอักเสบจะมีน้ำเหลืองไหลออกมา มีอาการคัน ผิวหนังแห้ง ถ้ามีลักษณะอาการแบบนี้ต้องรีบไปพบหมอผิวหนังเท่านั้น เพราะไม่สามารถซื้อยามาทาหรือมาทานเองได้ 
  • มีตุ่มเป็นหัวใสคล้ายมีน้ำอยู่ข้างในขึ้น เกิดจากการอักเสบของผิวหนังจึงทำให้ผิวหนังขึ้นผื่น โดยลักษณะของตุ่มจะเป็นเม็ดเล็กๆ อาจกเกิดได้ทั้งที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าโดยจุดจะค่อยๆเพิ่มมากขึ้น แข็งขึ้นและคัน อาการแบบนี้ควรรีบไปพบหมอผิวหนังเช่นเดียวกัน
  • โรคงูสวัด
  • โรคเริม 
  • โรคอีสุกอีใส

บางครั้งตุ่มที่เกิดขึ้น อาจมีสาเหตุมาจากที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดมากเกินไป ถ้ามีตุ่มขึ้น 2-3 วันแล้วไม่หาย หรือมีอาการอื่นร่วมด้วยให้รีบไปปรึกหาหมอผิวหนังทันที 

       จากอาการของตุ่มที่กล่าวไปข้างต้นว่ามีสาเหตุมาจากโรคอะไรบ้างนั้นวิธีการรักษาควรปรึกษาหมอผิวหนังทันที อย่าซื้อยามารักษาเองเพราะอาจจะทำให้เกิดการลุกลามมาขึ้นไปอีก

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

อยากท้องแต่ไม่อยากแพ้ท้องทำไงดี

           สำหรับหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัวเป็นคุณแม่คงมีอาการกังวลกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายกันอยู่ บางคนอาจมีการไปสอบถามคนที่เคยท้องมาก่อน หรือบางคนก็เปิดอินเตอร์เน็ตเปิดหนังสืออ่านกันเลยทีเดียวถึงการเปลี่ยนแปลงหลังจากมีการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ที่เป็นกังวลใจกันก็คือ อาการแพ้ท้อง  บางคนโชคดีมากแทบไม่มีอาการแพ้ท้องให้เห็นเลย

แต่บางคนก็แพ้ท้องตั้งแต่รู้ตัวว่าท้องจนถึงคลอดเสร็จถึงหายจากอาการแพ้  ลักษณะอาการของคนแพ้ท้องมีหลายแบบ บางคนมีอาเจียน เวียนหัว ของที่เคยชอบกินก็เหม็นกลายเป็นไม่ชอบก็มี แต่บางคนก็อยากกินอะไรแปลกๆที่ไม่เคยกินก็มี

          คุณแม่ๆทั้งหลายเคยคิดกันบ้างไหมคะว่าทำไม เมื่อท้องแล้วต้องแพ้ท้องด้วย จริงๆอาการแพ้ท้องนั้นมีผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และอาจมีผลจิตใจมีความเครียดกังวลกับการเป็นคุณแม่มือใหม่ เลยทำให้ร่างกายมีการสร้างกลไกแปลกๆออกมา ถึงแม้ว่าการแพ้ท้องจะไม่ใช่สิ่งที่คุณแม่ทั้งหลายอยากเผชิญกันนัก แต่การแพ้ท้องก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร บางคนเมื่อมีอาการแพ้ท้องจะยิ่งได้ความสนใจจากสามีและคนในครอบครัวมากขึ้นด้วยซ้ำไป

โดยปกติแล้วการแพ้ท้องจะเป็นมากในช่วง 3 เดือนแรกเท่านั้นหลังจากนั้นอาการก็จะดีขึ้น ดังนั้นคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายไม่จำเป็นต้องกังวลใจไปนะจ๊ะ แต่ถ้าใครที่ไม่อยากพบปัญหาการแพ้ท้องหนักๆลองทำตามนี้ดูนะจ๊ะ

– ในช่วงระหว่างการแพ้ท้องควรมีการปรับตารางการกินให้กินน้อยๆแต่กินบ่อยๆแทน จะเป็นการปรับสมดุลน้ำตาลใน เลือดให้คงที่ เพราะคนแพ้ท้องจะหิวบ่อยถ้ารอมัวกินตามเวลามื้ออาหารละก็ช่วงที่ท้องว่านี่ละจะยิ่งทำให้แพ้หนักมากขึ้น

– ช่วงท้องจะมีการอาเจียนบ่อย ดังนั้น ควรงดของมันของทอด เพราะนอกจากจะช่วยลดการอาเจียนแล้ว ยังไม่ทำให้อ้วนมากหลังคลอดด้วยนะ

– นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะคนแพ้ท้องจะเวียนหัวบ่อยดังนั้นจึงควรรีบนอนให้เร็วขึ้น ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และถ้าในระหว่างวันรู้สึกเวียนหัว หรือง่วงนอนก็ให้นอนหลับสักงีบเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย 

– พยายามหากิจกรรมที่ทำให้เรารู้สึกไม่เครียด ทำแล้วรู้สึกสดชื่นมาทำเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย เช่น การฟังเพลง ดูหนัง หรือเล่นเกม 

– ควรดื่มน้ำมากๆให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย  อย่าให้ร่างกายขาดน้ำเพราะโดยปกติคนแพ้ท้องจะอาเจียนบ่อยจะต้องเสียน้ำเยอะอยู่แล้ว ดังนั้น จึงควรดื่มน้ำเข้าไปทดแทน

– พยายามอยู่ในพื้นที่ที่อากาศโล่ง ไม่มีกลิ่นฉุนใดๆมารบกวนเพราะคนแพ้ท้องจะไวต่อการรับกลิ่น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว

โรคติดต่อก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คือโรคที่มาจากอีกคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์บางโรคอาจติดต่อกันผ่านการสัมผัสหรือการถ่ายทอดสู่ลูกขณะอยู่ในครรภ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยกตัวอย่างเช่นโรคซิฟิลิสโรคหนองในโรคแผลริมอ่อนเป็นต้นการมีโรคติดต่อชนิดนี้ถือว่าร้ายแรงในขั้นที่ว่า ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ 

สิ่งเดียวที่จะเยียวยาผู้ติดโรคได้ก็คือ กำลังใจจากคนใกล้ตัว คนรอบข้าง และคนในครอบครัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อมีคนเข้าใจดีแล้ว  ย่อมมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เข้าใจ หรืออาจจะเข้าข่ายออกไปทางรังเกียจ ขยะแขยง จนถึงขั้นไม่อยากเข้าใกล้แล้วแสดงสีหน้าออกมา ผ่านสายตาที่ไม่ว่าใครพบเห็นก็ต้องรู้สึกไม่ดีทุกคน คนเหล่านี้มักจะมองคนที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทางลบ

มากกว่ามองว่าเป็นเรื่องผิดพลาด “สมน้ำหน้า อยากส่ำส่อนดีนัก” เป็นการซ้ำเติมผู้ป่วยที่แฝงไปด้วยความสวะใจที่เห็นเขาเป็นโรคนี้ “อย่าเอาโรคบ้าๆนี่มาแพร่ใส่ฉันนะ” คำพูดที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ารังเกียจผู้ป่วยโรคนี้มากๆ

ทั้งนี้เมื่อผู้ติดโรคดังกล่าวได้รับสายตา คำพูด และพฤติกรรมไม่ดีจากคนรอบข้างแล้ว อาจจะมีผลกระทบต่อจิตใจและเกิดจิตใต้สำนึกกับตัวเองว่า “เรามันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอ”ทั้งๆที่ควรจะได้รับกำลังใจให้มีแรงสู้กับโรค แต่กลับกลายเป็นว่า ต้องจิตตกไปกว่าเดิมอีกคำพูดและพฤติกรรมจากสังคมโลก มีผลต่อจิตใจอย่างผู้ป่วย ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าในกลุ่มผู้ป่วยโรคติดต่อประเภทนี้ได้

โรคซึมเศร้าMajor Depressive Disorder (MDD) คือ ความผิดปกติทางจิต ที่จะรู้สึกเศร้ากับเรื่องต่างๆที่เกิดกับตัวเองได้ง่ายดาย เศร้ากับทุกเรื่อง ทุกสถานการณ์ เมื่อได้อยู่กับกลุ่มเพื่อนอาจจะแสดงออกในทางที่เป็นปกติ  ออกจะร่าเริงแจ่มใสเหมือนคนทั่วไป  แต่เมื่อคนเป็นโรคนี้ได้อยู่กับตัวเองคนเดียว  ก็จะเริ่มมีการเก็บเอาเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมาคิดใหม่

ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นจะรู้สึกว่ามันช่างยากเย็นนัก  มันช่างเหนื่อยนัก  มันช่างเศร้านัก “ทำไมมันเหนื่อยจังเลยนะ” เริ่มมีการท้อและไม่อยากอะไรแล้ว “ทำไมชีวิตเรามันถึงได้ลำบากขนาดนี้” เริ่มมีการตัดพ้อชีวิตตัวเอง รู้สึกว่าโลกมันไม่ยุติธรรม และเริ่มไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้แล้วใจมันอ่อนล้าเหลือเกิน มันบอบบางเหมือนคนไม่มีภูมิคุ้มกัน ใครพูดอะไรนิดหน่อยก็จะเก็บไปนึกคิดผิดร้ายไปหมดทุกเรื่อง

ดังนั้น ผู้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการเป็นโรคซึมเศร้า  ด้วยว่าเจอแรงกดดันมากระทบกระเทือนจิตใจ และเจอคำพูดที่เลวร้ายมากพอที่จะทำให้คนที่พบเจอเก็บมาคิดมาก และเกิดโรคซึมเศร้า ฉะนั้น ทางที่ดีคือ เราควรหันมาใส่ใจคนที่เขาเป็นโรคติดต่อนี้ให้มากๆ ดูแลจิตใจเขาดีๆ แล้วมองว่ามันคือเรื่องผิดพลาดในชีวิตเขา มากกว่าจะไปมองว่าเขาเป็นคนไม่ดี ทำให้เขามีความสุขในทุกๆวันเหมือนคนทั่วไปเช่นเรา

 

สนับสนุนโดย  แนวทางการแทงหวยลาว

การที่เรากินโยเกิร์ตทุกวันนั้นส่งผลดีต่อร่างกาย  

    ในการที่เรากินโยเกิร์ตทุกวันนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายแต่ถ้ามีสาวๆคนไหนที่ไม่ชอบไม่กินเมื่อรู้ประโยชน์ของโยเกิร์ตแล้วอาจจะชอบกินก็ได้เพราะว่าการที่เรากินทุกวันส่งผลต่อร่างกายอย่างไรเผื่อว่าใครที่ไม่ชอบอาจจะหันมากินก็ได้  

     โยเกิร์ตมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะว่าร่างกายของเราต้องต้องการแถมในโยเกิร์ตที่เราสามารถเอามาทำความสวยความงามได้อีกหลายอย่างไม่ใช่แค่การที่เรากินเพียงอย่างเดียว   เพราะว่าเราสามารถเอามาบำรุงผิวของเราได้ด้วยโดยการที่เราใช้โยเกิร์ต  เรามาดูประโยชน์จากโยเกิร์จดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

   มีภูมิคุ้มกันในร่างกาย   ส่วนใครที่ดูว่าเป็นคนที่อ่อนแอชอบป่วยง่ายลองกินโยเกิร์ตดูเพราะว่าในโยเกิร์ตนั้นมี  โพรไบโอติกส์ในโยเกิร์ต   ที่ช่วยในเรื่องของการติดเชื้อได้   ซึ่งเป็นสาเหตุของการที่เราป่วยหรือว่ามีไข้  เพราะว่าได้มีการวิจัยแล้วว่าในโยเกิร์ตสามารถที่จะช่วยในเรื่องของอาการที่เราเป็นหวัดให้หายได้เร็วขึ้นเพราะในโยเกิร์ตนั้นเต็มไปด้วย  แร่ธาตุ  ซีลีเนี่ยม  และซิงค์ ที่เป็นคุ้มกันได้อย่างดี

 ดีต่อใจ   ซึ่งมีคนเคยถามว่าในโยเกิร์ตนั้นมีไขมันที่ดีหรือว่าไม่ดีเพราะอะไร  สรุปได้แล้วว่าในโยเกิร์ตนั้นดีเพราะว่ามีไขมันที่ดีที่ไปช่วยในการลดไขมันไม่ดีออกไป  และยังช่วยในเรื่องของของไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้นอีกด้วย  แถมยังสามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือดนั้นอีกด้วย  

อุดมไปด้วยวิตามิลและแร่ธาตุ  แถมยังช่วยในเรื่องของผิวพรรณของเรา   และยังมีแคลเซี่ยมที่สูง  ช่วยสร้างในเรื่องของกระดูกและฟันอีกด้วย  

ดีต่อระบบขับถ่าย  ดีต่อลำไส้เพราะว่าในโยเกิร์ตนั้นมีแบคทีเรียดีอยู่เป็นจำนวลมาก   เมื่อเรากินเข้าไปจะช่วยในเรื่องของของการย่อยอาหารหรือว่า   อาการของคนที่ท้องผูก  ทำให้เราขับถ่ายนั้นดีขึ้น  

หน้าใส  เมื่อระบบขับถ่ายของเราดีขึ้นแน่นอนว่า  จะไม่มีสารพิษที่ตกค้างนั้นอยู่จะทำให้หน้าของเราดูใสไม่เป็นสิวได้ง่ายนั่นเองหรือที่เร่าเรียกว่าเป็นผลพลอยได้ของการที่เรากินโยเกิร์ตนั่นเอง  

ทำให้จิมิของเราดูแข็งแรง  ในการที่เราเลือกกินโยเกิร์ตเพราะว่าในโยเกิร์ตนั้นมีจุลินทรีย์  ที่สามารถช่วยในเรื่องของการป้องกันจิมิของสาวๆไม่เป็นเชื้อราได้ง่าย  และทำให้ไม่มีกลิ่นที่เราไม่อยากจะมี  แถมยังช่วยในเรื่องของการอักเสบในช่องคลอดอีกด้วยนะ  

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยหุ้น

แอสปาร์แตม น้ำตาลเทียม อันตรายใกล้ตัว

 

แอสปาร์แตม น้ำตาลเทียม อันตรายใกล้ตัว

แอสปาร์แตม คืออะไร?
แอสปาร์แตม หรือภาษาอังกฤษ คำว่า Aspartame เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งนิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารและทำเครื่องดื่ม พบได้บ่อยที่สุดในท้องตลาด แอสปาร์แตม ทำมาจากกรดแอสปาร์ติก (Aspartic Acid) และฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนตามธรรมชาติผสมกับเมทิลเอสเทอร์ (Methyl Ester)
แท้จริงนั้นร่างกายสามารถสร้างกรดแอสปาร์ติกได้เอง แต่ฟีนิลอะลานีนจะต้องทานเพิ่มเติมเพราะส่วนใหญ่อยู่ในอาหาร
น้ำตาลเทียม หรือ แอสปาร์แตมเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกย่อยสลายกลายเป็นเมทานอล (Methanol) แต่ข้อเสียของเมทานอลนั้นคือหากมีมากเกินไปก็จะเป็นพิษ ดังนั้นแปลว่าเมทานอลก็เป็นพิษต่อร่างกายหากมากเกินไป เนื่องจากเมทานอลอาจเปลี่ยนเป็นสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

9 โรคเรื้อรังที่ควรทานแอสปาร์แตม
1. เนื้องอกในสมอง
2. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือโรคเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)
3. โรคลมชัก
4. กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง
5. โรคพาร์กินสัน
6. โรคอัลไซเมอร์
7. ภาวะปัญญาอ่อน
8. โรคเบาหวาน
9. โรคฟินิลคีโตนูเรีย โรคนี้เป็นโรคต้องห้าม ที่ห้ามรับประทานแอสปาร์แตม หรือน้ำตาลเทียมเด็ดขาด เพราะเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญฟีนิลอะลานีนซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลักของแอสปาร์แตมได้

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คนไทยกับการพบเจอเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ การโรคปอดอักเสบที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ต้องขอพูดถึงที่มาของเชื้อไวรัสชนิดนี้ก่อนว่านั้นมาจากไหน และมาจากอะไร เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เริ่มแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ของประเทศจีน ซึ่งผู้เชี่ยวได้ออกมาเปิดเผยว่าไวรัสชนิดนี้นั้นมีต้นต่อมาจากสัตว์ เช่น นก งู เครื่องในกระต่าย และสัตว์ป่าอีกหลายชนิด และเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ยังสามารถติดต่อได้จากคนสู่คนได้อีกด้วย ไม่ใช่แค่สัตว์สู่คน

ซึ่งในเวลาต่อมาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ได้เริ่มแพร่ระบาดไปทั่วประเทศจีน และต่างประเทศอย่างไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นประเทศที่มีคนจีนอาศัยอยู่กันไม่น้อยเลยทีเดียว

ในตอนนี้ก็มีคนไทยเองที่ได้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้วถึง 4 คน และได้ทำการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งผู้ป่วยที่พบในรายแรกนั้นติดเชื้อไวรัสเพราะว่าพึ่งได้เดินทางกลับจากการท่องเที่ยวเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในปัจจุบันผู้ป่วยรายนี้มีอาการที่ดีขึ้น แต่ว่าเดิมทีนั้นเธอมีโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตมาอยู่ก่อนแล้ว นั้นอาจจะต้องคอยเฝ้าระวังอาการเพิ่มมากขึ้นหามีภาวะแทรกซ้อนเช่นนี้ และช่วงนี้นั้นเป็นช่วงของเทศกาลตรุษจีน

คนไทยนั้นอาจจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

หากถามว่าควรจะรับมือหรือระวังอย่างไรนั้น คือเราควรจะทำให้ช่วงของเทศกาลตรุษจีนให้เป็นการเตรียมความพร้อม ระมัดระวัง ช่วยกันสังเกตและสอดส่อง หากมองในอีกแง่มุมนั้นจะเป็นการช่วยกันเฝ้าระวังโรค เพราะในตอนนี้แล้วนั้นประเทศไทยได้การเฝ้าระวังตามจุดสำคัญอย่างที่สนามบินและโรงพยาบาล

ซึ่งการสังเกตและการสอดส่องเห็นผู้คนทั่วไปและคนรอบข้างเรานั้นที่มีอาการป่วยของระบบทางเดินหายใจ เราสามารถแจ้งกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเพื่อนำตัวไปตรวจทำการวินิจฉัยอาการว่าได้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

เพื่อหาแนวทางการดูแลรักษากันต่อไป แต่ในสำหรับคนไทยในตอนนี้ไม่ใช่แค่เพียงจะต้องคอยระวังเรื่องของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เท่านั้น

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้นั้นสามารถติดเชื้อได้จากคนสู่คน สิ่งสำคัญในการดูแลตัวเองเลยคือ การสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวกัน จะต้องพกเจลทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากสัมผัสกันแล้ว รับประอาหารสุกและใช้ช้อนกลางเพื่อความสะอาดที่จะเข้าสู่ร่างกาย และเพราะว่าในตอนนี้อีกปัญหาของคนไทยคือฝุ่นPM2.5 หากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนี้มีการไอหรือจาม เชื้อไวรัสอาจจะแพร่กระจายตามอากาศ ฉะนั้นแล้วเราควรที่สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอเพื่อสุขภาพร่างกายของตนเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    ชุดตรวจ hiv

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีความก้าวหน้าในการดูแลประชากรในด้านสาธารณสุขให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นตลอด ซึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะเป็นหลักสำหรับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้กับราษฎรทุกคน

แม้กระนั้นความเคลื่อนไหวในสังคม ซึ่งส่งผลกระทบมาจากกระแสความเคลื่อนไหวของสังคมโลกและก็ความเคลื่อนไหวของเมืองไทยอีกทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การแข่งขันชิงชัยทางการตลาด การติดต่อสื่อสารแล้วก็การติดต่อ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเยอะขึ้นเรื่อยๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลเสียต่อวิถีชีวิตรวมทั้งสุขภาพของประชากรไทยมหาศาล

จะมองเห็นได้จากในสมัยก่อนปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของราษฎรส่วนมากป่วยหนักด้วยโรคติดเชื้อ แต่ในตอนนี้ รวมทั้งในอนาคต ปัญหาด้านสุขภาพจะมีผลต่อมาจากสังคม สภาพแวดล้อม และก็การกระทำมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับ จะมองเห็นได้จากความประพฤติที่คือปัญหา ดังเช่นว่า พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ความประพฤติการบริหารร่างกาย ความประพฤติปฏิบัติความปลอดภัย การใช้ยาและก็สิ่งเสพติด ปัญหาด้านสุขภาพจิต แล้วก็ความประพฤติปฏิบัติที่เสี่ยงจากการดำรงชีพภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการบริการ

ด้วยเหตุนั้น การดำเนินงานสำหรับการขจัดปัญหาสาธารณสุขของประเทศ จำเป็นต้องปรับปรุงประชากรให้มีองค์วิชาความรู้ และก็ความถนัดที่จำเป็น และปรับปรุงความประพฤติสุขภาพให้สมควร อีกทั้งระดับบุคคล ครอบครัว รวมไปถึงชุมชน ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อราษฎรสามารถดูแลสุขภาพและป้องกันโรคให้ห่างไกลจากตัวเอง ครอบครัว แล้วก็ชุมชนได้

การจัดการดังที่กล่าวมาแล้วจะต้องเกื้อหนุนปรับปรุงความประพฤติปฏิบัติสุขภาพที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ภายใต้แผนการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งช่วยคนประเทศไทยไกลห่างโรค

แผนการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีเป้าหมายที่สำคัญ เป็น การเสริมสร้างร่างกายที่แข็งแรงให้กับประชากร รวมทั้งลดปัญหาค่าครองชีพด้านของสุขภาพในระยะยาว โดยใช้ขั้นตอนการช่วยเหลือสุขภาพแล้วก็คุ้มครองปกป้องโรค ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขับเขยื้อนการดำเนินการช่วยชาวไทยไกลห่างโรคให้บรรลุผลสำเร็จ

ระหว่างปี ๒๕๕๔ – ๒๕๕๕ รัฐบาลได้ขยายขอบเขตการบริการช่วยเหลือสุขภาพไปยังผู้มีสิทธิสำหรับในการรักษาทุกชนิด เพื่อมีความเข้าใจ และก็ความสามารถสำหรับในการดูแลตัวเอง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติสุขภาพ โดยใช้หลัก ๓ อ. เป็นหลัก เพื่อมีสุขภาวการณ์ในทุกด้าน ภายหลังการตรวจคัดเลือกกรองการเสี่ยงเพื่อ ค้นหาโรคในระยะเริ่มต้น โดยเหตุนี้

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในพื้นที่ต่างๆ ก็เลยได้รับเอาแนวทางพวกนี้ไปปฏิบัติการและก็ปฏิบัติเพื่อชาวไทยทั่วราชอาณาจักรเข้าถึงหลักประกันนี้ และก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งสุขภาพด้านร่างกายและใจแข็งแรง

นั่งนานๆ ทำร้ายสุขภาพ

การนั่งอยู่กับที่นานๆ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลง และระวังเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคร้ายก่อนวัยอันควรมากกว่าเดิมถึง 33%

นั่งนาน ไม่ยอมลุกขึ้นขยับร่างกาย เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง
– โรคมะเร็ง
– โรคอ้วน
– ปวดเมื่อยเรื้อรัง (หากนั่งผิดท่า)
– เบาหวาน
– คอเลสเตอรอลสูง
– กล้ามเนื้ออ่อนแรง
– ข้อต่อกระดูกมีปัญหา
– โรคหัวใจ
– โรคไต
– โรคเครียด ซึมเศร้า
– ฯลฯ

สิ่งที่ควรทำหากงานของคุณต้องนั่งนาน
– ทุกๆ 1 ชั่วโมง ให้ควรลุกขึ้น เดินไปเดินมา 1-2 นาที เพราะการนั่งนานๆ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก การทำอย่างนี้จะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบการย่อยอาหารของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
– หาอีเว้นยิบย่อยทำ เช่น ลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ ลุกขึ้นไปหยิบน้ำดื่มมาทานบ้าง ลุกขึ้นยืนโทรศัพท์ เดินคุย หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ขณะยืนหรือเดินบ้างทุกๆ 1-2 ชั่วโมง
– การเดินทางกลับบ้านหากระยะทางใกล้ก็ลองเดินแทนใช้บริการสาธารณะ หรือขึ้นรถเมล์ ห็ลองยืนแทนนั่ง
– หากต้องนั่งนานๆ อย่างเลี่ยงไมได้ เช่น งานเร่งมาก หรืออยู่ในห้องประชุม ลองขยับแข้งขยับขา เปลี่ยนท่านั่ง หมุนข้อมือข้อเท้า และลุกขึ้นเดินหรือยืนเมื่อมีโอกาส
– ออกกำลังกายเสมอ
– ออกกำลังกายไป ดูทีวีไป
– อย่านั่งในห้องน้ำนานเกินไป
– ลดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดัน และมะเร็ง หรือลดพฤตกรรมทำร้ายตัวเอง