การทำความสะอาดหน้าที่ถูกต้อง

ผู้หญิงส้วนใหญ่ในสมัยนี้นิยมแต่งหน้าเป็นการช่วยเสริมบุคลิกภาพทำให้รู้สึกดูดีและรู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้น และสิ่

ที่ควรให้ความสำคัญที่สุดคือการดูแลผิวหน้า เพราะผิวหน้าเป็นส่วนที่สำคัญ การล้างหน้าเป็นต้นเหตุของผิวทุกอย่างดังนั้นควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวหน้าของตนเอง การเลืกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้านนั้นจะต้องใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนการเช็ดเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า เพื่อให้ผิวหน้าของเราสดใสและพร้อมกับมลภาวะในปัจจุบันด้วย

การทำความสะอาดใบหน้าที่ถูกต้องมีวิธีการดังต่อไปนี้ เริ่มต้นด้วยที่ eye remover ควรจะใช้เป็นเบบี้ออยส์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและเป็นมิตรแก่ดวงตามากกว่าการใช้ eye remover ทั่วไปและไม่ทำให้แสบตา แต่สำหรับเครื่องสำอางที่กันน้ำมากจริงๆแล้วเบบี้ออยส์เอาไม่อยู่นั้นถึงควรที่จะใช้ eye remover การใช้เบบี้ออยส์นั้นชาวยในเรื่องการลดตีนกาด้วยและช่วยบำรุงผิวรอบดวงตาด้วย

 ขั้นตอนถัดมาคือการใช้ Cleansing water ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแอลกอฮอร์ น้ำหอม หรือสี และต้องไม่มีส่วนผสมของพาราเบน เพราะอาจจะทำให้ผิวหน้าระคายเคืองได้ Cleansing water สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งมีมากมายหลากหลายยี่ห้อให้เลือก และใช้สำลีในการเช็ดทำความสะอาดหน้าโดยปกติควรใช้ 3-4 แผ่น เช็ดจนสำลีขาวสะอาด โดยคนที่แต่งหน้าแน่นๆอาจจะใช้เยอะหน่อย ไม่ต้องกลัวเปลือง เพราะรักษาสิวแพงกว่าค่าสำลีและค่า Cleansing แน่นอน การเช้ดควรเช็ดแนว 45 องศาเพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยและช่วยยกกระชับหน้าไปในตัว เช็ดเบาๆ ใบรอบๆใบหน้า เน้นบริเวณกรอบหน้าเพราะสิวอุดตันชอบขึ้นบริเวณกรอบหน้า 

เมื่อคลีนหน้าเสร็จแล้วก็ไปล้างน้ำเปล่าและใช้กระดาษทิชชู่เช็ดไม่ควรใช้ผ้าขนหนู เพราะผ้าขนหนูเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียต้นเหตุของการเกิดสิว จากนั้นใช้ตัวยา Benzac 5% แต้มบริเวณที่สิวอุดตัน หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่นกก็ได้ที่มีตัวยาชนิดเดียวกัน เพราะจะช่วยลดสิวอุดตัน โดยจะทาทั้งหหน้าหรือทาเฉพาะบริเวณที่เป็นสิวก็ได้ แต้มหรือทาทิ้งไว้ 15-20 นาที  

ขั้นตอนถัดมาคือการล้างหน้า ควรเลือกผลิตฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับปัญหาผิว เช่นผิวมัน หรือบอบบางแพ้ง่าย เป็นสิว ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสำหรับคนเป็นสิวนั้น เช่น Acne aid ซึ่งมีหลายสูตรทั้งผิวแพ้ง่ายและผิวธรรมดา ซึ่ง Cleanser ก้เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสิวและสำหรับคนที่แต่งหน้าบ่อยก้จะมีโอกาสที่จะเป้นสิวง่าย โดยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าควรเลือกแบบที่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง

เพราะการที่หน้าเราแห้งตึงนั้นจะทำให้หน้าเราเกิดการผลิตน้ำมัน ทำให้การรักษาสิวนั้นไม่หายสักที เมื่อล้างหน้าเสร็จแล้วก้เช็ดหน้าด้วยกระดาษทิชชู่ สำหรับคนที่มีปัญหาสิวแนะนำว่าควรเช็ดหน้าด้วยน้ำเกลือ เพราะสิวถือเป็นแผลเช่นกัน จะทำให้สิวแห้งและหายไว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    แทงหวยลาว

แอสปาร์แตม น้ำตาลเทียม อันตรายใกล้ตัว

 

แอสปาร์แตม น้ำตาลเทียม อันตรายใกล้ตัว

แอสปาร์แตม คืออะไร?
แอสปาร์แตม หรือภาษาอังกฤษ คำว่า Aspartame เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งนิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารและทำเครื่องดื่ม พบได้บ่อยที่สุดในท้องตลาด แอสปาร์แตม ทำมาจากกรดแอสปาร์ติก (Aspartic Acid) และฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนตามธรรมชาติผสมกับเมทิลเอสเทอร์ (Methyl Ester)
แท้จริงนั้นร่างกายสามารถสร้างกรดแอสปาร์ติกได้เอง แต่ฟีนิลอะลานีนจะต้องทานเพิ่มเติมเพราะส่วนใหญ่อยู่ในอาหาร
น้ำตาลเทียม หรือ แอสปาร์แตมเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกย่อยสลายกลายเป็นเมทานอล (Methanol) แต่ข้อเสียของเมทานอลนั้นคือหากมีมากเกินไปก็จะเป็นพิษ ดังนั้นแปลว่าเมทานอลก็เป็นพิษต่อร่างกายหากมากเกินไป เนื่องจากเมทานอลอาจเปลี่ยนเป็นสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

9 โรคเรื้อรังที่ควรทานแอสปาร์แตม
1. เนื้องอกในสมอง
2. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือโรคเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)
3. โรคลมชัก
4. กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง
5. โรคพาร์กินสัน
6. โรคอัลไซเมอร์
7. ภาวะปัญญาอ่อน
8. โรคเบาหวาน
9. โรคฟินิลคีโตนูเรีย โรคนี้เป็นโรคต้องห้าม ที่ห้ามรับประทานแอสปาร์แตม หรือน้ำตาลเทียมเด็ดขาด เพราะเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญฟีนิลอะลานีนซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลักของแอสปาร์แตมได้

โรคเอดส์ในเด็ก

โรคเอดส์ที่เกิดในเด็กนั้นส่วนใหญ่จะติดมากับมารดา หรือมารดาอาจเป็นโรคเอดส์ในขณะที่กำลังตั้งท้อง หรืออาจจะเป็นตอนกินนมมารดาก็เป็นไปได้ ส่วนในเด็กที่กำลังจะเป็นวัยรุ่นอาจเกิดตอนมีเพศสัมพันธ์แล้วมีไม่มีการป้องด้วยการสวมถุงยางอนามัย หรืออาจจะเสพสารเสพติดแล้วใช้เข็มร่วมกันก็เป็นได้ และในประเทศไทยได้มีโคลงการป้องกันการติดเชื้อ เอช ไอ วีแก่แม่สู่ลูก และได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายจึงทำให้สามารถมีอัตราเด็กที่ติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลดน้อยลงอย่างได้ผลเลยที่เดียว

การป้องโรคเอดส์จากแม่มาสู่ลูก

เมื่อคู่สมรสที่คิดจะมีลูกควรไปตรวจเลือดหาเชื้อ เอชไอวี พร้อมกันทั้งคู่ แต่ผลสำรวจออกมาว่าฝ่ายชายจะไม่ยอมไปตรวจด้วยสาเหตุอาไรไม่ทราบ และการไม่ไปตรวจนั้นทางโรงพยาบาลจะไม่มีทางทราบว่าบุตรของตนไปรับเชื้อ เอชไอวี ว่ามาตอนไหน ระหว่างการตั้งครรภ์หรือระหว่างให้นมบุตร และทารกจะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับเชื้อ เอชไอวี และจะพลาดโอกาสในการดูแลรักษาการรับเชื้อ เอชไอวีนี้เลย และหญิงที่ตั้งครรภ์ควรได้รับยาต้านเชื้อ เอชไอวี ให้ได้ไวที่สุด เพราะการได้รับยาต้านไวรัส เอชไอวี ไวเท่าไร ก็จะส่งไปยังบุตรไวเท่านั้น

เพราะการที่มารดารับยาประมาณ3-6เดือน ไวรัสก็จะต่ำลงมากและจะส่งผลให้เชื้อไปยังบุตรน้อยลงตามไปด้วย และทารกก็ต้องงดรับนมมารดา เพื่อตรวจหาว่าได้รับเชื้อเอชไอวีหรือเปล่าในสมัยก่อนการตรวจเลือดในทารกจะต้องรอให้เด็กมีอายุถึง1เดือน-18เดือนเสียก่อนถึงจะได้มีการตรวจเลือดขึ้นได้ แต่ในปัจจุบันได้มีการตรวจหาได้เลยเมื่อเด็กมีอายุเพียง1เดือนก็ตรวจได้เลย และยิ่งสะดวกกว่านั้นก็คือสามารถนำเลือดหยดใส่กระดาษซับแล้วส่งไปรษณีย์ ไปยังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทุกแห่งทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อหาเชื่อเอชไอวีได้เลย

ในวัยรุ่นก็ควรสอนให้มีการป้องกัน ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ และให้เลิกเชื่อในสิ่งที่ผิดปลูกฝังการป้องกัน และสอนวิธีใช้ถุงยางอนามัยให้แก่วัยรุ่น หรือการมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วแต่ไม่มั่นใจก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับยาต้านโรคแต่ก็ควรไม่เกิน3วันหลังจากมีเพศสัมพันธ์และจะต้องรับยาประมาณ4สัปดาห์

การที่ผู้ป่วยได้รับยาเพื่อต้านไวรัสโรคเอดส์ไวนั้น ก็จะทำให้จำนวนของผู้ติดเชื้อลดน้อยลงด้วย และผู้ที่อยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์ควรไปตรวจเลือด หรือซื้อ ชุดตรวจ hiv เพื่อนำมาตวจและจะได้รับการรักษาได้ทันท่วงที

นิโคตินเป็นอย่างไร มีโทษและก็อันตรายเช่นไร

นิโคติน เป็น สารเคมีให้โทษประเภทหนึ่งที่พบในกลุ่มยาสูบ ดังเช่นว่า บุหรี่ ซิการ์ ไปป์สารนิโคตินมีผลต่อสมองรวมทั้งระบบประสาท มีฤทธิ์ในทางการเสพติดเพราะว่านิโคตินที่ถูกดูดซึมไปสู่ร่างกายจะส่งผลทำให้มีการเกิดการหลั่งสารเอพิเนฟรีนที่ต่อมหมวกไต

ทำให้คนไข้มีการเสพติดสารนิโคติน ร่างกายอยากได้นิโคตินมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยส่งผลต่อการสูบบุหรี่หรือยาสูบอื่นๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆสุดท้าย

นิโคตินส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร

เมื่อดูดบุหรี่ ควันของบุหรี่ที่มีนิโคตินจะส่งผลต่อสมองภายในช่วงเวลาประมาณ 10 วินาทีส่วนการสูบยาสูบอื่นๆยกตัวอย่างเช่น ซิการ์ หรือบุหรี่ไม่มีควันสารนี้จะถูกดูดซึมผ่านทางเนื้อเยื่อผิวหนัง เยื่อเมือกข้างในจมูกรวมทั้งปาก ซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปยังปอดและก็ออกฤทธิ์ต่อสมองรวมทั้งระบบประสาท

ด้วยการกระตุ้นให้มีการหลั่งสารเอพิเนฟรีนรวมทั้งสารโดปามีนซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความรู้สึกพึงพอใจหรือมีความสุข ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นผลให้ผู้ที่ได้รับสารนิโคตินอาจมีอาการอย่างความดันโลหิตเพิ่มสูงมากขึ้นอัตราการเต้นของหัวใจมากขึ้น หายใจถี่ขึ้น หรือน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น

อย่างไรก็ดี นิโคตินสามารถส่งผลคลายความวิตกกังวลส่งผลให้เกิดความผ่อนคลาย หรือง่วงนอนได้ด้วย ดังนี้ การออกฤทธิ์ของนิโคตินขึ้นอยู่กับระดับความตื่นตัวของระบบประสาทกับปริมาณนิโคตินที่ถูกเสพเข้าไปด้วย

ตัวอย่างอาการที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท ดังเช่น

-กระตุ้นให้อารมณ์ดี

-ทำให้รู้สึกสบาย

-ลดความรู้สึกหงุดหงิด ไม่สบายใจ

-ลดอาการซึมเศร้า

-ลดความอยากอาหาร

-เพิ่มสมาธิ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจำระยะสั้น

ระดับของสารนิโคตินที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตรวมทั้งสมอง ขึ้นอยู่กับกระบวนการและก็ปริมาณที่สูบเข้าไปด้วย ยกตัวอย่างเช่นสารนิโคตินจะถูกดูดซึมผ่านการสูบแล้วก็หายใจเอาควันของบุหรี่เข้าไปได้เร็วกว่าคนที่สูบบุหรี่หรือไปป์ ซึ่งมักไม่ได้สูดควันเข้าไปภายในร่างกายด้วย

 

สนับสนุนโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีความก้าวหน้าในการดูแลประชากรในด้านสาธารณสุขให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นตลอด ซึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะเป็นหลักสำหรับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้กับราษฎรทุกคน

แม้กระนั้นความเคลื่อนไหวในสังคม ซึ่งส่งผลกระทบมาจากกระแสความเคลื่อนไหวของสังคมโลกและก็ความเคลื่อนไหวของเมืองไทยอีกทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การแข่งขันชิงชัยทางการตลาด การติดต่อสื่อสารแล้วก็การติดต่อ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเยอะขึ้นเรื่อยๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลเสียต่อวิถีชีวิตรวมทั้งสุขภาพของประชากรไทยมหาศาล

จะมองเห็นได้จากในสมัยก่อนปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของราษฎรส่วนมากป่วยหนักด้วยโรคติดเชื้อ แต่ในตอนนี้ รวมทั้งในอนาคต ปัญหาด้านสุขภาพจะมีผลต่อมาจากสังคม สภาพแวดล้อม และก็การกระทำมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับ จะมองเห็นได้จากความประพฤติที่คือปัญหา ดังเช่นว่า พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ความประพฤติการบริหารร่างกาย ความประพฤติปฏิบัติความปลอดภัย การใช้ยาและก็สิ่งเสพติด ปัญหาด้านสุขภาพจิต แล้วก็ความประพฤติปฏิบัติที่เสี่ยงจากการดำรงชีพภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการบริการ

ด้วยเหตุนั้น การดำเนินงานสำหรับการขจัดปัญหาสาธารณสุขของประเทศ จำเป็นต้องปรับปรุงประชากรให้มีองค์วิชาความรู้ และก็ความถนัดที่จำเป็น และปรับปรุงความประพฤติสุขภาพให้สมควร อีกทั้งระดับบุคคล ครอบครัว รวมไปถึงชุมชน ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อราษฎรสามารถดูแลสุขภาพและป้องกันโรคให้ห่างไกลจากตัวเอง ครอบครัว แล้วก็ชุมชนได้

การจัดการดังที่กล่าวมาแล้วจะต้องเกื้อหนุนปรับปรุงความประพฤติปฏิบัติสุขภาพที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ภายใต้แผนการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งช่วยคนประเทศไทยไกลห่างโรค

แผนการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีเป้าหมายที่สำคัญ เป็น การเสริมสร้างร่างกายที่แข็งแรงให้กับประชากร รวมทั้งลดปัญหาค่าครองชีพด้านของสุขภาพในระยะยาว โดยใช้ขั้นตอนการช่วยเหลือสุขภาพแล้วก็คุ้มครองปกป้องโรค ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขับเขยื้อนการดำเนินการช่วยชาวไทยไกลห่างโรคให้บรรลุผลสำเร็จ

ระหว่างปี ๒๕๕๔ – ๒๕๕๕ รัฐบาลได้ขยายขอบเขตการบริการช่วยเหลือสุขภาพไปยังผู้มีสิทธิสำหรับในการรักษาทุกชนิด เพื่อมีความเข้าใจ และก็ความสามารถสำหรับในการดูแลตัวเอง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติสุขภาพ โดยใช้หลัก ๓ อ. เป็นหลัก เพื่อมีสุขภาวการณ์ในทุกด้าน ภายหลังการตรวจคัดเลือกกรองการเสี่ยงเพื่อ ค้นหาโรคในระยะเริ่มต้น โดยเหตุนี้

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในพื้นที่ต่างๆ ก็เลยได้รับเอาแนวทางพวกนี้ไปปฏิบัติการและก็ปฏิบัติเพื่อชาวไทยทั่วราชอาณาจักรเข้าถึงหลักประกันนี้ และก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งสุขภาพด้านร่างกายและใจแข็งแรง

นั่งนานๆ ทำร้ายสุขภาพ

การนั่งอยู่กับที่นานๆ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลง และระวังเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคร้ายก่อนวัยอันควรมากกว่าเดิมถึง 33%

นั่งนาน ไม่ยอมลุกขึ้นขยับร่างกาย เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง
– โรคมะเร็ง
– โรคอ้วน
– ปวดเมื่อยเรื้อรัง (หากนั่งผิดท่า)
– เบาหวาน
– คอเลสเตอรอลสูง
– กล้ามเนื้ออ่อนแรง
– ข้อต่อกระดูกมีปัญหา
– โรคหัวใจ
– โรคไต
– โรคเครียด ซึมเศร้า
– ฯลฯ

สิ่งที่ควรทำหากงานของคุณต้องนั่งนาน
– ทุกๆ 1 ชั่วโมง ให้ควรลุกขึ้น เดินไปเดินมา 1-2 นาที เพราะการนั่งนานๆ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก การทำอย่างนี้จะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบการย่อยอาหารของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
– หาอีเว้นยิบย่อยทำ เช่น ลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ ลุกขึ้นไปหยิบน้ำดื่มมาทานบ้าง ลุกขึ้นยืนโทรศัพท์ เดินคุย หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ขณะยืนหรือเดินบ้างทุกๆ 1-2 ชั่วโมง
– การเดินทางกลับบ้านหากระยะทางใกล้ก็ลองเดินแทนใช้บริการสาธารณะ หรือขึ้นรถเมล์ ห็ลองยืนแทนนั่ง
– หากต้องนั่งนานๆ อย่างเลี่ยงไมได้ เช่น งานเร่งมาก หรืออยู่ในห้องประชุม ลองขยับแข้งขยับขา เปลี่ยนท่านั่ง หมุนข้อมือข้อเท้า และลุกขึ้นเดินหรือยืนเมื่อมีโอกาส
– ออกกำลังกายเสมอ
– ออกกำลังกายไป ดูทีวีไป
– อย่านั่งในห้องน้ำนานเกินไป
– ลดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดัน และมะเร็ง หรือลดพฤตกรรมทำร้ายตัวเอง

อึดอัด เพราะบุฟเฟ่ต์ แก้ได้ด้วย 5 อาหารช่วยย่อย

หลังจากที่เราผ่านสมรภูมิรบอย่างบุฟเฟ่หรืออาหารมื้อใหญ่ ใครๆ ก็คงอยากจะพาตัวเองกลับไปขึ้นเตียงที่บ้าน เพราะอึดอัด แน่นท้อง จนแทบจะยืนไม่ไหว อาการแบบนี้ต่อให้คุณหลับลง คุณก็คงหลับไม่สบายหรอก ทางที่ดีเราควรจะทำให้ตัวเองรู้สึกสบายท้องขึ้นก่อนจะนอนดีกว่า
ทำอย่างไร ถึงจะทำให้คุณสบายท้องขึ้นหลังจากที่ผ่านการกินแบบจัดเต็มไป วันนี้ที่เราจะแนะนำ คือ การกินเพื่อย่อย คุณคงสงสัยใช่หรือไม่ว่า พึ่งกินจนแน่นท้องมาจะกินต่ออีกได้อย่างไร ในความเป็นจริงแล้ว เราควรทานอาหารที่ดี เพื่อให้เข้าไปสู้กับอาหารไม่ดีที่กินเข้าไปจนแน่น และ 5 อาหารต่อไปนี้ จะช่วยทำให้ท้องไส้จัดระเบียบตัวเองได้ดีขึ้น หลังจากผ่านศึกหนักมาเต็มที่

1. เปปเปอร์มินท์
เวลาที่เราจ่ายเงินหรือคิดเงินค่าอาหาร คุณเคยสังเกตบริการเพิ่มเติมของทานร้านบ้างหรือเปล่า ที่เคาน์เตอร์คิดเงินมักจะมีลูกอมรสมินท์ฟรีสำหรับลูกค้า หรือบางครั้งพนักงานก็ยื่นให้เลย คุณเคยคิดไหมว่า ทำไมต้องลูกอมรสมินท์ ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าลูกอมรสเปปเปอร์มินท์ จะช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ลดอาการคลื่นไส้ และช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ความเย็นของเปปเปอร์มินท์ จะช่วยให้ท้อง และหลอดอาหารผ่อนคลาย ช่วยขับกรดให้ออกมาย่อยอาหารในท้องได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นหากรู้สึกอิ่ม แน่น ชาเปบเปอร์มินท์สักถ้วย หรือแม้กระทั่งหมากฝรั่ง ลูกอมเปปเปอร์มินท์ช่วยคุณได้แน่นอน
2. ไข่เจียวผัก
คุณเคยทานเมนูนี้หรือไม่ มันคงเป็นเมนูที่แปลกสำหรับบางคน และคุณคงคิดหนักที่ต้องกินมันเข้าไปหลังจากทานบุฟเฟ่มา เพราะคุณน่าจะทานอะไรอีกไม่ลงแล้ว แต่ไม่ต้องคิดมากไป เราไม่ได้ให้คุณทานทันที เราจะให้คุณเก็บมันไว้เป็นมื้อเช้าต่างหาก คุณจะรู้สึกหิวมากในตอนเช้า เพราะว่าหลังจากจากที่คุณทางอาหารค่ำเข้าไปในปริมาณมาก อินซูลินในร่างกายจะสูงขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณควรจะทานอาหารที่มีโปรตีนสูงอย่างไข่ ซึ่งมีส่วนประกอบของกรดอะมีโนซิสเตอิน ซึ่งจะช่วยทำลายสารพิษในแอลกอฮอล์ และขับออกมาทางปัสสาวะ ส่วนใยอาหารในผัก เช่น ผักโขม มะเขือเทศ ก็จะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น มื้อเช้าหลังบุฟเฟ่ต์ควรงดอาหารจำพวกชีส และเบคอนก่อน เพราะอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้เกิดแก๊ส เกิดอาการท้องอืดได้

3. โยเกิร์ต และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ถึงแม้ว่าโยเกิร์ตจะเป็นอาหารที่น่าทานด้วยเพราะรสของมันที่มีความหวาน แต่คุณต้องอดใจไว้เพราะเราแนะนำให้คุณทานโยเกิร์ตในตอนเช้า เพราะมันจะช่วยไปกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ตื่นขึ้น และทำงานได้ดี ในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียแล็คโตบาซิลัส ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับระบบลำไส้ ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในลำไส้ อันเกิดจากอาหารหวานและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ก็ช่วยเผาผลาญเซลไขมัน จึงช่วยทำให้อาหารท้องอืดดีขึ้น คลายความอึดอัดแน่นท้องลงได้
4. ชาเขียว
หากต้องการกระตุ้นพลังงานในตอนเช้า ชาเขียวช่วยได้ เพราะชาเขียวมีสารต้านอนุมูลสระ และยังมีส่วนช่วยให้เกิดการปกป้องเซลล์ร่างกายที่จะถูกอาหารที่คุณทานเข้าไปก่อนหน้านั้นทำลาย มีการศึกษาพบว่า ชาเชียวช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีความสมดุล ดังนั้นชาเขียวจะช่วยได้มาก เมื่อคุณผ่านการรับประทานของหวานและแอลกอฮอล์มาอย่างหนัก

5. น้ำเปล่า
น้ำเปล่า เป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ เพราะร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำในปริมาณมาก หากคุณไม่ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบในร่างกายแย่ลง ดังนั้นเราต้องไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะในคืนที่ผ่านการรับประทานอย่างหนัก น้ำเปล่าจะช่วยชะล้างสารพิษ ช่วยระบบการย่อยอาหาร และต่อต้านอาการมีแก๊สในกระเพาะให้เราได้

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ ไม่ปล่อยให้ตัวเองทานอาหารในปริมาณมากเกินไปจนรู้สึกอึดอัด เพียงคุณทานอาหารให้ครบ 5 ในปริมาณที่เหมาะสม ให้คุณรู้สึกอิ่ม ก็เพียงพอแล้วที่ร่างกายของคุณจะมีความสุข

หน้ามืด บ้านหมุนบ่อยๆ หรือว่าเรากำลังป่วย?

ในสภาพอากาศที่กำลังร้อนระอุของบ้านเรา ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการเหล่านี้ อาการที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้เชื่อว่าหลายๆ คน คงเคยประสบอาการเวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน เวลาที่จะต้องก้มตัวหรือก้มหน้าลงแล้วเงยขึ้นกันบ้าง แต่อาการเวียนศีรษะ หน้ามืด บ้านหมุนมักเกิดขึ้นหรืออาการจะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งนี้เราก็มักจะละเลยที่จะสนใจมันเพราะคิดว่าพักสักครู่ เดี๋ยวก็หาย จึงไม่ได้หาสาเหตุหรือหาสาเหตุของมันไม่ได้ แต่!! อย่าชะล่าใจไป อย่าเอาแต่คิดว่าไม่เป็นอะไร เพราะอาการเหล่านั้นมักจะเป็นอาการเริ่มแรก หรือสัญญาณเตือนที่กำลังจะบอกว่าเรากำลังจะป่วยหรือเป็นโรคอะไรสักอย่าง โดยที่โรคนั้นกำลังซ่อนอยู่ในร่างกายของเรา เพราะฉะนั้น เมื่อคุณรู้แบบนี้แล้วก็มาเริ่มมาค้นหาสาเหตุให้รู้กันไปเลยดีกว่าว่า อาการเวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน ที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการบ้านหมุน เกิดจากอะไรได้บ้าง?

  1. โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด มีชื่อภาษาอังกฤษว่า benign paroxysmal positioning vertigo: BPPV หรืออาจเรียกว่า โรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า โดยโรคนี้จะแสดงอาการให้เรารู้สึก หน้ามืด เวียนหัวแบบบ้านหมุน ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เกิดจากการที่หูชั้นในของเราเสื่อมสภาพลง ซึ่งโดยปกติภายในของหูชั้นในจะมีอวัยวะสำคัญที่คอยควบคุมในเรื่องที่เกี่ยวกับการทรงตัวและการได้ยิน ในอวัยวะควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัวมีตะกอนหินปูนที่เคลื่อนไปมา พอเจ้าตะกอนหินปูนส่วนนี้หลุด ทำให้ตะกอนหินปูนนี้เคลื่อนที่ไปมา และส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นให้เกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุนขึ้นได้
  2. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน ซึ่งเกิดจากสาเหตุอะไรก็ไม่ทราบได้ เพราะสาเหตุที่ไม่ชัดเจน แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน แต่ทั้งนี้มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการที่หูชั้นในมีการสร้างน้ำมากขึ้นหรือมากเกินไป ส่งผลให้ท่อทางเดินน้ำในหูชั้นในแคบลง การไหลเวียนของน้ำในหูไม่สะดวก และการดูดซึมน้ำในหูชั้นในกลับน้อยกว่าปกติ หรือเกิดจากภาวะภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน ได้
  3. การอักเสบของหูชั้นใน (labyrinthitis) สาเหตุของการอักเสบของหูชั้นในส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทั้งนี้มักจะพบว่ามีประวัติการเป็นหวัด หรือระบบทางเดินหายใจอักเสบนำมาก่อน แต่ก็อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การบาดเจ็บที่ศีรษะ ภาวะเครียด ภูมิแพ้ หรือเป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิดก็ได้
  4. โรคเนื้องอกประสาทหู (acoustic neuroma) เป็นเนื้องอกที่เกิดจากเส้นประสาทหูซึ่งอยู่ชิดกับสมองภายในกะโหลกศีรษะ เป็นเนื้องอกภายในกะโหลกศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นชนิดที่ไม่ได้ร้ายแรงมาก มีความเชื่อว่าจะมีอาการต่อเมื่อเรานำตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน จึงเกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุน หูอื้อ มีเสียงรบกวนในหูแล้ว ทั้งนี้อาจมีอาการแทรกซ้อนบางอย่างร่วมด้วย เช่น อาการชาที่ใบหน้าซีกนั้น เดินโซเซ หรืออาการทางสมองอื่นๆ

นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้วว่ามีโรคอะไรที่ทำให้มีอาการเวียนหัว บ้านหมุน หน้ามืดบ้าง ยังมีโรคอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดอาการเหล่านั้นได้อีก ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากความผิดปกติของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการทรงตัว

ดังนั้นหากพบว่ามีอาการผิดปกติเริ่มแรกจากเวียนหัวลุกขึ้นยืน ก้มตัวแล้วเวียนหัว เดินเซ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ และรักษาต่อไป

กินผงชูรส ทำให้ผมร่วงจริงหรอ?

“อย่ากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเยอะ เดี๋ยวผมร่วง” เคยได้ยินประโยคทำนองนี้มากันตั้งแต่เด็กเลยใช่ไหมคะ ผู้ใหญ่มักไม่ให้เด็กๆ อย่างเรากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากเกินไป เพราะไม่อยากให้เราทานผงชูรสมากเกินไปนั่นเอง

ทานผงชูรสมากๆ ทำให้ผมรวงจริงหรือไม่ ถ้าอันตรายมากขนาดนั้นทำไมยึงมีผงชูรสเป็นส่วนประกอบของอาหารมากมายตามท้องตลาด นอกจากผมร่วงผงชูรสยังมีอันตรายอื่นๆ อีกหรือไม่ Sanook! Health มีคำตอบมาให้

ผงชูรส คืออะไร ?
ผงชูรส หรือโมโนโซเดียมกลูตาเมท (MSG) ประกอบไปด้วยโซเดียม (เกลือ) และกรดกลูตามิก (กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง) ผงชูรสได้จากการหมักกากน้ำตาลจากอ้อย หรือน้ำตาลจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติโดยผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ได้จะเป็นผลึกขาวบริสุทธิ์ ละลายน้ำได้ง่าย และเข้ากับอาหารได้ทุกชนิด

ผงชูรสเป็นที่นิยมในการเป็นส่วนประกอบที่ช่วยเสริมรสชาติของอาหารให้ดียิ่งขึ้น หรือเรียกภาษาชาวบ้านคือทำให้อาหารอร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น เราจึงพบผงชูรสตั้งแต่ร้านอาหารข้างทาง ไปจนถึงโรงงานผลิตอาหาร และขนมสำเร็จรูปต่างๆ มากมาย

ผงชูรส ทานมากผมร่วง ?
การรับประทานผงชูรสมากๆ ไม่ได้ทำให้ผมร่วงผมล้านแต่อย่างใด ไม่มีปรากฎในวารสารทางการแพทย์ หรือผลงานวิจัยใดๆ ทั้งสิ้น หลายคนนำอาการผมร่วงมาโยงหาสาเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้จากอาหารการกิน ผงชูรสจึงตกเป็นจำเลยตามความเชื่อที่ได้รับมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่อันที่จริงแล้วสาเหตุใหญ่ๆ ของผมร่วง เกิดจากความผิดปกติของรูขุมขนบนหนังศีรษะ และเส้นผมเอง ความเชื่อนี้จึงไม่เป็นจริง

อันตรายจากผงชูรส
แม้ว่าผงชูรสจะไม่ได้ทำให้ผมร่วง แต่ที่เราถูกห้ามตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ให้ทานผงชูรสมากเกินไป เพราะจากวารสารทางการแพทย์ มีการรายงานถึงอาการผิดปกติของคนที่ทานอาหารที่มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบเอาไว้มากมาย ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงอาการร้ายแรง

– คอแห้ง กระหายน้ำ

– มีอาการแพ้ผงชูรส ปากแห้ง ลิ้นชา แขน หลัง และคอมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น แน่นหน้าอก หน้าแดง จนถึงขั้นเป็นลม

– กระตุ้นอาการหืดหอบ และไมเกรนให้กำเริบ

แต่กระนั้น ก็ยังไม่สามารถสรุปฟันธงได้ว่า อาการผิดปกติดังกล่าวมาจากผงชูรสเพียงอย่างเดียว เพราะจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น และจากการทดลอง มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมาก เช่น ส่วนประกอบต่างๆ ของอาหารในจานนั้นๆ ที่อาจส่งผลต่ออาการเหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน

แต่อันตรายจากผงชูรสที่เกิดขึ้นจากเกลือโซเดียมในผงชูรส มีดังนี้

– ภูมิต้านทานร่างกายลดลง

– เกิดการคลั่งในสมองของเด็ก ทำให้เด็กโตขึ้นมามีอาการปัญญาอ่อน หรือมีอาการชักโคม่า

– เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต ความดันสูง โรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ที่แพทย์สั่งห้ามทานอาหารเค็ม

ส่วนใหญ่ผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งผู้ผลิตมักไม่ค่อยระมัดระวังในปริมาณการใส่ผงชูรสลงไปในอาหาร เพราะผงชูรสไม่ได้มีรสชาติเค็มชัดเจนเหมือนเกลือแกงธรรมดา ใส่ผงชูรสมากๆ ก็อาจไม่ค่อยรับรู้รสเค็มได้ชัดเจน ถึงอาจเผลอใส่เยอะจนทำให้ร่างกายได้รับผงชูรสมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ยังมีอันตรายที่เกิดขึ้นจากตัวผงชูรสเอง ดังนี้

– ทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการเจริญเติบโต

– ทำลายระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาทตา

– อาจเป็นต้นเหตุของมะเร็ง

– เป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารก

ทั้งนี้ อันตรายเหล่านี้เกิดขึ้นจากการทานรับประทานผงชูรส “มากเกินไป” เท่านั้น

ทานผงชูรสเท่าไร ถึงจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
บางคนที่ยังไม่สามารถตัดผงชูรสออกไปจากมื้ออาหารได้อย่างเด็ดขาด ควรรับประทานได้ไม่เกินวันละ 2 ช้อนชา หรือหากต้องการให้รสชาติของอาหารที่ความอร่อยกลมกล่อมใกล้เคียงกับการใส่ผลชูรส สามารถใส่วัตถุดิบจากธรรมชาติได้ เช่น สาหร่าย น้ำต้มกระดูก เป็นต้น

แม้ว่าเรื่องผงชูรสทำให้ผมร่วงจะเป็นเรื่องไม่จริง แต่ที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เราทานผงชูรสมากเกินไปตอนเด็กๆ ก็ยังเป็นเรื่องจริงที่ควรทำอย่างนะคะ และถึงแม้ว่าผงชูรสจะแฝงอันตรายเอาไว้มากมาย แต่หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถให้ประโยชน์กับคนทานอย่างเราๆ ได้เหมือนกัน

เนื้องอกลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าอาการเลือดออกจากทวารหนักสามารถบ่งบอกว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก (Hemorrhoid) หรืออาจเป็นเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ก็เป็นได้ เพราะทั้งสองโรคนี้มีความคล้ายคลึงกันมากจนบางครั้งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดเจน ดังนั้นการใส่ใจและรู้เท่าทันเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) จะช่วยให้สามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี

รู้จักลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าลำไส้ตรง (Rectum) คือ บริเวณที่มีความยาวประมาณ 6 นิ้วสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ โดยต่อกับทวารหนัก (Anal Canal) ลำไส้ตรงมีหน้าที่เก็บของเสียที่เหลือจากการดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย ก่อนที่จะขับออกเป็นอุจจาระทางทวารหนัก

เนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) คือ การเกิดก้อนขึ้นในตำแหน่งของลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ซึ่งในบางกรณีก้อนอาจมีตำแหน่งใกล้กับทวารหนัก (Anal Canal) ส่งผลให้การรักษามีความซับซ้อน และต้องอาศัยความชำนาญของทีมแพทย์ผู้ให้การรักษามากขึ้นเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ทวารหนักเป็นอวัยวะหลักในการควบคุมการขับถ่ายของเสียหรืออุจจาระและเป็นอวัยวะสำคัญอันประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักและระบบประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก การตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ในตำแหน่งที่ใกล้กับทวารหนัก อาจนำไปสู่การผ่าตัดรักษาที่จำเป็นต้องตัดเอาทวารหนักออกไปด้วยเพื่อให้สามารถตัดก้อนเนื้องอกออกได้หมด ในกรณีเช่นนี้ผู้ป่วยจะต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ภายหลังการผ่าตัด โดยต้องถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง (Colostomy) หรือมีถุงทางหน้าท้องแทนการถ่ายอุจจาระทางทวารหนักตามปกติ

อาการต้องสังเกต
ผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) อาจแสดงอาการได้หลายแบบ เช่น

  • ถ่ายมีเลือดสดปนกับอุจจาระ
  • ก้อนอุจจาระขนาดเล็กลง ท้องผูก รู้สึกถ่ายอุจจาระไม่สุด หากเป็นมาก
  • ท้องผูกสลับกับท้องเสีย
  • ปวดท้องน้อย
  • อ่อนเพลีย
  • น้ำหนักลด

การตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญมาก เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งการวินิจฉัยที่เหมาะสมประกอบไปด้วย

  • ตรวจลำไส้ใหญ่อย่างละเอียดโดยการส่องกล้องกับแพทย์ผู้ชำนาญการ
  • ตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์โรค
  • ประมาณระยะของโรคทางคลินิกด้วยภาพถ่ายรังสี
  • ประมวลผลการตรวจและการวางแผนการรักษาโดยทีมแพทย์สหสาขา ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก รังสีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา อายุรแพทย์มะเร็ง และพยาธิแพทย์
  • เนื้องอกลำไส้ส่วนตรง

รักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย)
การรักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) โดยทีมแพทย์สหสาขา ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รังสีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา อายุรแพทย์มะเร็ง และพยาธิแพทย์ ด้วยยา และเครื่องมือทันสมัย ร่วมกับเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้องรักษาติ่งเนื้อหรือเนื้องอกลำไส้ใหญ่ส่วนปลายแบบเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยหายจากเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ยังช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วย เพราะการรักษาด้วยวิธีนี้เพิ่มโอกาสการเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักได้มากขึ้น ภายหลังการรักษาผู้ป่วยสามารถถ่ายอุจจาระทางทวารหนักได้และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ทั้งนี้รายงานจากสถาบันวิจัยทางการแพทย์ชั้นนำของโลกระบุว่า เคล็ดลับความสำเร็จในการรักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ไม่ได้เพียงแต่นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการวินิจฉัยและรักษาในทุกมิติเท่านั้น การร่วมมือกันของแพทย์ผู้ชำนาญการและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ เพราะการร่วมกันวิเคราะห์โรคและสรุปแนวทางการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทีมแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ซึ่งประกอบด้วย ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อายุรแพทย์ทางเดินอาหาร อายุรแพทย์มะเร็ง รังสีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา พยาธิแพทย์ จะทำให้ได้แผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การให้การรักษาด้วยการฉายรังสีร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเหมาะสมก่อนการผ่าตัดรักษา อาจลดอัตราการผ่าตัดเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ที่จะต้องมีการถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง (Colostomy) ได้ ทั้งนี้การใช้เทคนิคการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักผู้ชำนาญการเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่น่าพอใจ

การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดรักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) โดยใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง (MIS หรือ Minimally Invasive Surgery) ด้วยการผ่าตัดแผลเล็ก เทคนิคเก็บกล้ามเนื้อหูรูด ไร้ถุงหน้าท้องถาวร จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังการผ่าตัด เจ็บน้อย และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับศูนย์การแพทย์ที่มีความพร้อมระดับสากลอาจจำเป็นต้องมีทีมศัลยแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้องแบบสหสาขาวิชาชีพเพื่อความพร้อมในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ที่มีการลุกลามของโรคไปในอวัยวะสำคัญ
อื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่น่าพอใจ

ทั้งนี้หากสังเกตเห็นเลือดออกจากทวารหนักต้องตื่นตัวและรีบเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง หากพบว่ามีเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) จะได้ทำการรักษาทันทีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว