อึดอัด เพราะบุฟเฟ่ต์ แก้ได้ด้วย 5 อาหารช่วยย่อย

หลังจากที่เราผ่านสมรภูมิรบอย่างบุฟเฟ่หรืออาหารมื้อใหญ่ ใครๆ ก็คงอยากจะพาตัวเองกลับไปขึ้นเตียงที่บ้าน เพราะอึดอัด แน่นท้อง จนแทบจะยืนไม่ไหว อาการแบบนี้ต่อให้คุณหลับลง คุณก็คงหลับไม่สบายหรอก ทางที่ดีเราควรจะทำให้ตัวเองรู้สึกสบายท้องขึ้นก่อนจะนอนดีกว่า
ทำอย่างไร ถึงจะทำให้คุณสบายท้องขึ้นหลังจากที่ผ่านการกินแบบจัดเต็มไป วันนี้ที่เราจะแนะนำ คือ การกินเพื่อย่อย คุณคงสงสัยใช่หรือไม่ว่า พึ่งกินจนแน่นท้องมาจะกินต่ออีกได้อย่างไร ในความเป็นจริงแล้ว เราควรทานอาหารที่ดี เพื่อให้เข้าไปสู้กับอาหารไม่ดีที่กินเข้าไปจนแน่น และ 5 อาหารต่อไปนี้ จะช่วยทำให้ท้องไส้จัดระเบียบตัวเองได้ดีขึ้น หลังจากผ่านศึกหนักมาเต็มที่

1. เปปเปอร์มินท์
เวลาที่เราจ่ายเงินหรือคิดเงินค่าอาหาร คุณเคยสังเกตบริการเพิ่มเติมของทานร้านบ้างหรือเปล่า ที่เคาน์เตอร์คิดเงินมักจะมีลูกอมรสมินท์ฟรีสำหรับลูกค้า หรือบางครั้งพนักงานก็ยื่นให้เลย คุณเคยคิดไหมว่า ทำไมต้องลูกอมรสมินท์ ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าลูกอมรสเปปเปอร์มินท์ จะช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ลดอาการคลื่นไส้ และช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ความเย็นของเปปเปอร์มินท์ จะช่วยให้ท้อง และหลอดอาหารผ่อนคลาย ช่วยขับกรดให้ออกมาย่อยอาหารในท้องได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นหากรู้สึกอิ่ม แน่น ชาเปบเปอร์มินท์สักถ้วย หรือแม้กระทั่งหมากฝรั่ง ลูกอมเปปเปอร์มินท์ช่วยคุณได้แน่นอน
2. ไข่เจียวผัก
คุณเคยทานเมนูนี้หรือไม่ มันคงเป็นเมนูที่แปลกสำหรับบางคน และคุณคงคิดหนักที่ต้องกินมันเข้าไปหลังจากทานบุฟเฟ่มา เพราะคุณน่าจะทานอะไรอีกไม่ลงแล้ว แต่ไม่ต้องคิดมากไป เราไม่ได้ให้คุณทานทันที เราจะให้คุณเก็บมันไว้เป็นมื้อเช้าต่างหาก คุณจะรู้สึกหิวมากในตอนเช้า เพราะว่าหลังจากจากที่คุณทางอาหารค่ำเข้าไปในปริมาณมาก อินซูลินในร่างกายจะสูงขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณควรจะทานอาหารที่มีโปรตีนสูงอย่างไข่ ซึ่งมีส่วนประกอบของกรดอะมีโนซิสเตอิน ซึ่งจะช่วยทำลายสารพิษในแอลกอฮอล์ และขับออกมาทางปัสสาวะ ส่วนใยอาหารในผัก เช่น ผักโขม มะเขือเทศ ก็จะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น มื้อเช้าหลังบุฟเฟ่ต์ควรงดอาหารจำพวกชีส และเบคอนก่อน เพราะอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้เกิดแก๊ส เกิดอาการท้องอืดได้

3. โยเกิร์ต และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ถึงแม้ว่าโยเกิร์ตจะเป็นอาหารที่น่าทานด้วยเพราะรสของมันที่มีความหวาน แต่คุณต้องอดใจไว้เพราะเราแนะนำให้คุณทานโยเกิร์ตในตอนเช้า เพราะมันจะช่วยไปกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ตื่นขึ้น และทำงานได้ดี ในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียแล็คโตบาซิลัส ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับระบบลำไส้ ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในลำไส้ อันเกิดจากอาหารหวานและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ก็ช่วยเผาผลาญเซลไขมัน จึงช่วยทำให้อาหารท้องอืดดีขึ้น คลายความอึดอัดแน่นท้องลงได้
4. ชาเขียว
หากต้องการกระตุ้นพลังงานในตอนเช้า ชาเขียวช่วยได้ เพราะชาเขียวมีสารต้านอนุมูลสระ และยังมีส่วนช่วยให้เกิดการปกป้องเซลล์ร่างกายที่จะถูกอาหารที่คุณทานเข้าไปก่อนหน้านั้นทำลาย มีการศึกษาพบว่า ชาเชียวช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีความสมดุล ดังนั้นชาเขียวจะช่วยได้มาก เมื่อคุณผ่านการรับประทานของหวานและแอลกอฮอล์มาอย่างหนัก

5. น้ำเปล่า
น้ำเปล่า เป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ เพราะร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำในปริมาณมาก หากคุณไม่ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบในร่างกายแย่ลง ดังนั้นเราต้องไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะในคืนที่ผ่านการรับประทานอย่างหนัก น้ำเปล่าจะช่วยชะล้างสารพิษ ช่วยระบบการย่อยอาหาร และต่อต้านอาการมีแก๊สในกระเพาะให้เราได้

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ ไม่ปล่อยให้ตัวเองทานอาหารในปริมาณมากเกินไปจนรู้สึกอึดอัด เพียงคุณทานอาหารให้ครบ 5 ในปริมาณที่เหมาะสม ให้คุณรู้สึกอิ่ม ก็เพียงพอแล้วที่ร่างกายของคุณจะมีความสุข

หน้ามืด บ้านหมุนบ่อยๆ หรือว่าเรากำลังป่วย?

ในสภาพอากาศที่กำลังร้อนระอุของบ้านเรา ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการเหล่านี้ อาการที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้เชื่อว่าหลายๆ คน คงเคยประสบอาการเวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน เวลาที่จะต้องก้มตัวหรือก้มหน้าลงแล้วเงยขึ้นกันบ้าง แต่อาการเวียนศีรษะ หน้ามืด บ้านหมุนมักเกิดขึ้นหรืออาการจะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งนี้เราก็มักจะละเลยที่จะสนใจมันเพราะคิดว่าพักสักครู่ เดี๋ยวก็หาย จึงไม่ได้หาสาเหตุหรือหาสาเหตุของมันไม่ได้ แต่!! อย่าชะล่าใจไป อย่าเอาแต่คิดว่าไม่เป็นอะไร เพราะอาการเหล่านั้นมักจะเป็นอาการเริ่มแรก หรือสัญญาณเตือนที่กำลังจะบอกว่าเรากำลังจะป่วยหรือเป็นโรคอะไรสักอย่าง โดยที่โรคนั้นกำลังซ่อนอยู่ในร่างกายของเรา เพราะฉะนั้น เมื่อคุณรู้แบบนี้แล้วก็มาเริ่มมาค้นหาสาเหตุให้รู้กันไปเลยดีกว่าว่า อาการเวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน ที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการบ้านหมุน เกิดจากอะไรได้บ้าง?

  1. โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด มีชื่อภาษาอังกฤษว่า benign paroxysmal positioning vertigo: BPPV หรืออาจเรียกว่า โรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า โดยโรคนี้จะแสดงอาการให้เรารู้สึก หน้ามืด เวียนหัวแบบบ้านหมุน ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เกิดจากการที่หูชั้นในของเราเสื่อมสภาพลง ซึ่งโดยปกติภายในของหูชั้นในจะมีอวัยวะสำคัญที่คอยควบคุมในเรื่องที่เกี่ยวกับการทรงตัวและการได้ยิน ในอวัยวะควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัวมีตะกอนหินปูนที่เคลื่อนไปมา พอเจ้าตะกอนหินปูนส่วนนี้หลุด ทำให้ตะกอนหินปูนนี้เคลื่อนที่ไปมา และส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นให้เกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุนขึ้นได้
  2. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน ซึ่งเกิดจากสาเหตุอะไรก็ไม่ทราบได้ เพราะสาเหตุที่ไม่ชัดเจน แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน แต่ทั้งนี้มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการที่หูชั้นในมีการสร้างน้ำมากขึ้นหรือมากเกินไป ส่งผลให้ท่อทางเดินน้ำในหูชั้นในแคบลง การไหลเวียนของน้ำในหูไม่สะดวก และการดูดซึมน้ำในหูชั้นในกลับน้อยกว่าปกติ หรือเกิดจากภาวะภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน ได้
  3. การอักเสบของหูชั้นใน (labyrinthitis) สาเหตุของการอักเสบของหูชั้นในส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทั้งนี้มักจะพบว่ามีประวัติการเป็นหวัด หรือระบบทางเดินหายใจอักเสบนำมาก่อน แต่ก็อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การบาดเจ็บที่ศีรษะ ภาวะเครียด ภูมิแพ้ หรือเป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิดก็ได้
  4. โรคเนื้องอกประสาทหู (acoustic neuroma) เป็นเนื้องอกที่เกิดจากเส้นประสาทหูซึ่งอยู่ชิดกับสมองภายในกะโหลกศีรษะ เป็นเนื้องอกภายในกะโหลกศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นชนิดที่ไม่ได้ร้ายแรงมาก มีความเชื่อว่าจะมีอาการต่อเมื่อเรานำตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน จึงเกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุน หูอื้อ มีเสียงรบกวนในหูแล้ว ทั้งนี้อาจมีอาการแทรกซ้อนบางอย่างร่วมด้วย เช่น อาการชาที่ใบหน้าซีกนั้น เดินโซเซ หรืออาการทางสมองอื่นๆ

นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้วว่ามีโรคอะไรที่ทำให้มีอาการเวียนหัว บ้านหมุน หน้ามืดบ้าง ยังมีโรคอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดอาการเหล่านั้นได้อีก ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากความผิดปกติของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการทรงตัว

ดังนั้นหากพบว่ามีอาการผิดปกติเริ่มแรกจากเวียนหัวลุกขึ้นยืน ก้มตัวแล้วเวียนหัว เดินเซ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ และรักษาต่อไป

กินผงชูรส ทำให้ผมร่วงจริงหรอ?

“อย่ากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเยอะ เดี๋ยวผมร่วง” เคยได้ยินประโยคทำนองนี้มากันตั้งแต่เด็กเลยใช่ไหมคะ ผู้ใหญ่มักไม่ให้เด็กๆ อย่างเรากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากเกินไป เพราะไม่อยากให้เราทานผงชูรสมากเกินไปนั่นเอง

ทานผงชูรสมากๆ ทำให้ผมรวงจริงหรือไม่ ถ้าอันตรายมากขนาดนั้นทำไมยึงมีผงชูรสเป็นส่วนประกอบของอาหารมากมายตามท้องตลาด นอกจากผมร่วงผงชูรสยังมีอันตรายอื่นๆ อีกหรือไม่ Sanook! Health มีคำตอบมาให้

ผงชูรส คืออะไร ?
ผงชูรส หรือโมโนโซเดียมกลูตาเมท (MSG) ประกอบไปด้วยโซเดียม (เกลือ) และกรดกลูตามิก (กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง) ผงชูรสได้จากการหมักกากน้ำตาลจากอ้อย หรือน้ำตาลจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติโดยผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ได้จะเป็นผลึกขาวบริสุทธิ์ ละลายน้ำได้ง่าย และเข้ากับอาหารได้ทุกชนิด

ผงชูรสเป็นที่นิยมในการเป็นส่วนประกอบที่ช่วยเสริมรสชาติของอาหารให้ดียิ่งขึ้น หรือเรียกภาษาชาวบ้านคือทำให้อาหารอร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น เราจึงพบผงชูรสตั้งแต่ร้านอาหารข้างทาง ไปจนถึงโรงงานผลิตอาหาร และขนมสำเร็จรูปต่างๆ มากมาย

ผงชูรส ทานมากผมร่วง ?
การรับประทานผงชูรสมากๆ ไม่ได้ทำให้ผมร่วงผมล้านแต่อย่างใด ไม่มีปรากฎในวารสารทางการแพทย์ หรือผลงานวิจัยใดๆ ทั้งสิ้น หลายคนนำอาการผมร่วงมาโยงหาสาเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้จากอาหารการกิน ผงชูรสจึงตกเป็นจำเลยตามความเชื่อที่ได้รับมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่อันที่จริงแล้วสาเหตุใหญ่ๆ ของผมร่วง เกิดจากความผิดปกติของรูขุมขนบนหนังศีรษะ และเส้นผมเอง ความเชื่อนี้จึงไม่เป็นจริง

อันตรายจากผงชูรส
แม้ว่าผงชูรสจะไม่ได้ทำให้ผมร่วง แต่ที่เราถูกห้ามตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ให้ทานผงชูรสมากเกินไป เพราะจากวารสารทางการแพทย์ มีการรายงานถึงอาการผิดปกติของคนที่ทานอาหารที่มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบเอาไว้มากมาย ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงอาการร้ายแรง

– คอแห้ง กระหายน้ำ

– มีอาการแพ้ผงชูรส ปากแห้ง ลิ้นชา แขน หลัง และคอมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น แน่นหน้าอก หน้าแดง จนถึงขั้นเป็นลม

– กระตุ้นอาการหืดหอบ และไมเกรนให้กำเริบ

แต่กระนั้น ก็ยังไม่สามารถสรุปฟันธงได้ว่า อาการผิดปกติดังกล่าวมาจากผงชูรสเพียงอย่างเดียว เพราะจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น และจากการทดลอง มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมาก เช่น ส่วนประกอบต่างๆ ของอาหารในจานนั้นๆ ที่อาจส่งผลต่ออาการเหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน

แต่อันตรายจากผงชูรสที่เกิดขึ้นจากเกลือโซเดียมในผงชูรส มีดังนี้

– ภูมิต้านทานร่างกายลดลง

– เกิดการคลั่งในสมองของเด็ก ทำให้เด็กโตขึ้นมามีอาการปัญญาอ่อน หรือมีอาการชักโคม่า

– เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต ความดันสูง โรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ที่แพทย์สั่งห้ามทานอาหารเค็ม

ส่วนใหญ่ผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งผู้ผลิตมักไม่ค่อยระมัดระวังในปริมาณการใส่ผงชูรสลงไปในอาหาร เพราะผงชูรสไม่ได้มีรสชาติเค็มชัดเจนเหมือนเกลือแกงธรรมดา ใส่ผงชูรสมากๆ ก็อาจไม่ค่อยรับรู้รสเค็มได้ชัดเจน ถึงอาจเผลอใส่เยอะจนทำให้ร่างกายได้รับผงชูรสมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ยังมีอันตรายที่เกิดขึ้นจากตัวผงชูรสเอง ดังนี้

– ทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการเจริญเติบโต

– ทำลายระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาทตา

– อาจเป็นต้นเหตุของมะเร็ง

– เป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารก

ทั้งนี้ อันตรายเหล่านี้เกิดขึ้นจากการทานรับประทานผงชูรส “มากเกินไป” เท่านั้น

ทานผงชูรสเท่าไร ถึงจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
บางคนที่ยังไม่สามารถตัดผงชูรสออกไปจากมื้ออาหารได้อย่างเด็ดขาด ควรรับประทานได้ไม่เกินวันละ 2 ช้อนชา หรือหากต้องการให้รสชาติของอาหารที่ความอร่อยกลมกล่อมใกล้เคียงกับการใส่ผลชูรส สามารถใส่วัตถุดิบจากธรรมชาติได้ เช่น สาหร่าย น้ำต้มกระดูก เป็นต้น

แม้ว่าเรื่องผงชูรสทำให้ผมร่วงจะเป็นเรื่องไม่จริง แต่ที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เราทานผงชูรสมากเกินไปตอนเด็กๆ ก็ยังเป็นเรื่องจริงที่ควรทำอย่างนะคะ และถึงแม้ว่าผงชูรสจะแฝงอันตรายเอาไว้มากมาย แต่หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถให้ประโยชน์กับคนทานอย่างเราๆ ได้เหมือนกัน

เนื้องอกลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าอาการเลือดออกจากทวารหนักสามารถบ่งบอกว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก (Hemorrhoid) หรืออาจเป็นเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ก็เป็นได้ เพราะทั้งสองโรคนี้มีความคล้ายคลึงกันมากจนบางครั้งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดเจน ดังนั้นการใส่ใจและรู้เท่าทันเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) จะช่วยให้สามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี

รู้จักลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าลำไส้ตรง (Rectum) คือ บริเวณที่มีความยาวประมาณ 6 นิ้วสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ โดยต่อกับทวารหนัก (Anal Canal) ลำไส้ตรงมีหน้าที่เก็บของเสียที่เหลือจากการดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย ก่อนที่จะขับออกเป็นอุจจาระทางทวารหนัก

เนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) คือ การเกิดก้อนขึ้นในตำแหน่งของลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ซึ่งในบางกรณีก้อนอาจมีตำแหน่งใกล้กับทวารหนัก (Anal Canal) ส่งผลให้การรักษามีความซับซ้อน และต้องอาศัยความชำนาญของทีมแพทย์ผู้ให้การรักษามากขึ้นเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ทวารหนักเป็นอวัยวะหลักในการควบคุมการขับถ่ายของเสียหรืออุจจาระและเป็นอวัยวะสำคัญอันประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักและระบบประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก การตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ในตำแหน่งที่ใกล้กับทวารหนัก อาจนำไปสู่การผ่าตัดรักษาที่จำเป็นต้องตัดเอาทวารหนักออกไปด้วยเพื่อให้สามารถตัดก้อนเนื้องอกออกได้หมด ในกรณีเช่นนี้ผู้ป่วยจะต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ภายหลังการผ่าตัด โดยต้องถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง (Colostomy) หรือมีถุงทางหน้าท้องแทนการถ่ายอุจจาระทางทวารหนักตามปกติ

อาการต้องสังเกต
ผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) อาจแสดงอาการได้หลายแบบ เช่น

  • ถ่ายมีเลือดสดปนกับอุจจาระ
  • ก้อนอุจจาระขนาดเล็กลง ท้องผูก รู้สึกถ่ายอุจจาระไม่สุด หากเป็นมาก
  • ท้องผูกสลับกับท้องเสีย
  • ปวดท้องน้อย
  • อ่อนเพลีย
  • น้ำหนักลด

การตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญมาก เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งการวินิจฉัยที่เหมาะสมประกอบไปด้วย

  • ตรวจลำไส้ใหญ่อย่างละเอียดโดยการส่องกล้องกับแพทย์ผู้ชำนาญการ
  • ตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์โรค
  • ประมาณระยะของโรคทางคลินิกด้วยภาพถ่ายรังสี
  • ประมวลผลการตรวจและการวางแผนการรักษาโดยทีมแพทย์สหสาขา ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก รังสีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา อายุรแพทย์มะเร็ง และพยาธิแพทย์
  • เนื้องอกลำไส้ส่วนตรง

รักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย)
การรักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) โดยทีมแพทย์สหสาขา ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รังสีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา อายุรแพทย์มะเร็ง และพยาธิแพทย์ ด้วยยา และเครื่องมือทันสมัย ร่วมกับเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้องรักษาติ่งเนื้อหรือเนื้องอกลำไส้ใหญ่ส่วนปลายแบบเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยหายจากเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ยังช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วย เพราะการรักษาด้วยวิธีนี้เพิ่มโอกาสการเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักได้มากขึ้น ภายหลังการรักษาผู้ป่วยสามารถถ่ายอุจจาระทางทวารหนักได้และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ทั้งนี้รายงานจากสถาบันวิจัยทางการแพทย์ชั้นนำของโลกระบุว่า เคล็ดลับความสำเร็จในการรักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ไม่ได้เพียงแต่นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการวินิจฉัยและรักษาในทุกมิติเท่านั้น การร่วมมือกันของแพทย์ผู้ชำนาญการและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ เพราะการร่วมกันวิเคราะห์โรคและสรุปแนวทางการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทีมแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ซึ่งประกอบด้วย ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อายุรแพทย์ทางเดินอาหาร อายุรแพทย์มะเร็ง รังสีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา พยาธิแพทย์ จะทำให้ได้แผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การให้การรักษาด้วยการฉายรังสีร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเหมาะสมก่อนการผ่าตัดรักษา อาจลดอัตราการผ่าตัดเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ที่จะต้องมีการถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง (Colostomy) ได้ ทั้งนี้การใช้เทคนิคการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักผู้ชำนาญการเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่น่าพอใจ

การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดรักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) โดยใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง (MIS หรือ Minimally Invasive Surgery) ด้วยการผ่าตัดแผลเล็ก เทคนิคเก็บกล้ามเนื้อหูรูด ไร้ถุงหน้าท้องถาวร จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังการผ่าตัด เจ็บน้อย และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับศูนย์การแพทย์ที่มีความพร้อมระดับสากลอาจจำเป็นต้องมีทีมศัลยแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้องแบบสหสาขาวิชาชีพเพื่อความพร้อมในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ที่มีการลุกลามของโรคไปในอวัยวะสำคัญ
อื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่น่าพอใจ

ทั้งนี้หากสังเกตเห็นเลือดออกจากทวารหนักต้องตื่นตัวและรีบเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง หากพบว่ามีเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) จะได้ทำการรักษาทันทีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ควรเลือกอาหารเสริมบำรุงตับที่ดีและมีประโยชน์

สำหรับร่างกายต้องการสิ่งดีๆเข้าไปดูแลและซ่อมแซม เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยูเสมอ ดังนั้น อาหารเสริมบำรุงตับ จึงมีความจำเป็นต่อตับของเรามาก

ความรักที่ดีสำหรับตับที่มีให้ต่อร่างกายของเรา คือตับจะไม่ทำให้ร่างกายของเราต้องเสียงหายหรือหยุดทำงานเลย เราไม่ต้องสงสัยเลยว่าตับเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุด อาจจะเรียกได้ว่าตับทำงานได้หนักกว่าสมองของเรารวมกันทั้งสองซีกอีกก็ว่าได้ เพราะตับทำงานตั้งแต่ร่างกายของเราตื่นนอน และ ยังทำงานอยู่กระทั้งร่างกายของเรานั้นหลับในตอนกลางคืน ซึ่งตับจะไม่ได้พักผ่อนเหมือนร่างกายของเราหรอกนะ

เพราะตับนั้นทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้ เปรียบเสมือนร้านสะดวกซื้อที่ค่อยต้อนรับสารอาหารที่กำลังจะเข้ามาในร่างกายของคุณ แต่ร้านสะดวกซื้อยังมีพนักงานเปลี่ยนเวรยาม แต่ตับของคุณนั้นมีเพียงก้อนเดียว ที่ทำงานอยู่ตลอด เรียกได้ว่า 365 วันตับไม่เคยมีวันหยุดปีใหม่ หรือ สงกรานต์เลยก็ว่าได้

ถ้าจะถามว่าตับกำลังทำอะไรในแต่ละวินาทีคงต้องบรรยายกันอีกยาวเลย เพราะในแต่ละวินาทีหน้าที่ของตับค่อนข้างจะเยอะมากๆ หนึ่งเลย ตับจะค่อยน้ำเลือดที่ส่งมาจากหัวใจคัดกรองเอาสารอาหารให้ออกจากสารพิษและกำจัดสารพิษที่แทรกแซงเขามาที่จะทำร้ายร่างกายของเราออกไป และน้ำสารอาหารเหล่านั้นทำการปรุงแต่งให้เป็นสารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการ จึงเรียกได้ว่าถ้าไม่มีใครรักร่างกายของเราเท่ากับตับอีกแล้ว เพราะตับจะค่อยดูแลร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าคุณรักตับของคุณจริงๆ

วิธีการดูแลก้ง่ายๆเพียงแค่คุณเลือกที่จะกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อตับจะได้ไม่ต้องค่อยทำงานหนักหรือค่อยระแวงว่าสารพิษจะแอบลักรอบเข้ามาในร่างกายของคุณหรือเปล่า และอีกอย่างนึงที่ตับอยากจะให้คุณทำก็คือการนอนหลับแบบเต็มที่เพราะการพักผ่อนที่ดีนั้นจะช่วยให้การทำงานภายในร่างกายดีเยี่ยมทำให้ตับไม่ต้องเหนื่อยอีกต่อไป