หน้ามืด บ้านหมุนบ่อยๆ หรือว่าเรากำลังป่วย?

ในสภาพอากาศที่กำลังร้อนระอุของบ้านเรา ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการเหล่านี้ อาการที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้เชื่อว่าหลายๆ คน คงเคยประสบอาการเวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน เวลาที่จะต้องก้มตัวหรือก้มหน้าลงแล้วเงยขึ้นกันบ้าง แต่อาการเวียนศีรษะ หน้ามืด บ้านหมุนมักเกิดขึ้นหรืออาการจะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งนี้เราก็มักจะละเลยที่จะสนใจมันเพราะคิดว่าพักสักครู่ เดี๋ยวก็หาย จึงไม่ได้หาสาเหตุหรือหาสาเหตุของมันไม่ได้ แต่!! อย่าชะล่าใจไป อย่าเอาแต่คิดว่าไม่เป็นอะไร เพราะอาการเหล่านั้นมักจะเป็นอาการเริ่มแรก หรือสัญญาณเตือนที่กำลังจะบอกว่าเรากำลังจะป่วยหรือเป็นโรคอะไรสักอย่าง โดยที่โรคนั้นกำลังซ่อนอยู่ในร่างกายของเรา เพราะฉะนั้น เมื่อคุณรู้แบบนี้แล้วก็มาเริ่มมาค้นหาสาเหตุให้รู้กันไปเลยดีกว่าว่า อาการเวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน ที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการบ้านหมุน เกิดจากอะไรได้บ้าง?

  1. โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด มีชื่อภาษาอังกฤษว่า benign paroxysmal positioning vertigo: BPPV หรืออาจเรียกว่า โรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า โดยโรคนี้จะแสดงอาการให้เรารู้สึก หน้ามืด เวียนหัวแบบบ้านหมุน ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เกิดจากการที่หูชั้นในของเราเสื่อมสภาพลง ซึ่งโดยปกติภายในของหูชั้นในจะมีอวัยวะสำคัญที่คอยควบคุมในเรื่องที่เกี่ยวกับการทรงตัวและการได้ยิน ในอวัยวะควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัวมีตะกอนหินปูนที่เคลื่อนไปมา พอเจ้าตะกอนหินปูนส่วนนี้หลุด ทำให้ตะกอนหินปูนนี้เคลื่อนที่ไปมา และส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นให้เกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุนขึ้นได้
  2. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน ซึ่งเกิดจากสาเหตุอะไรก็ไม่ทราบได้ เพราะสาเหตุที่ไม่ชัดเจน แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน แต่ทั้งนี้มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการที่หูชั้นในมีการสร้างน้ำมากขึ้นหรือมากเกินไป ส่งผลให้ท่อทางเดินน้ำในหูชั้นในแคบลง การไหลเวียนของน้ำในหูไม่สะดวก และการดูดซึมน้ำในหูชั้นในกลับน้อยกว่าปกติ หรือเกิดจากภาวะภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน ได้
  3. การอักเสบของหูชั้นใน (labyrinthitis) สาเหตุของการอักเสบของหูชั้นในส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทั้งนี้มักจะพบว่ามีประวัติการเป็นหวัด หรือระบบทางเดินหายใจอักเสบนำมาก่อน แต่ก็อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การบาดเจ็บที่ศีรษะ ภาวะเครียด ภูมิแพ้ หรือเป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิดก็ได้
  4. โรคเนื้องอกประสาทหู (acoustic neuroma) เป็นเนื้องอกที่เกิดจากเส้นประสาทหูซึ่งอยู่ชิดกับสมองภายในกะโหลกศีรษะ เป็นเนื้องอกภายในกะโหลกศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นชนิดที่ไม่ได้ร้ายแรงมาก มีความเชื่อว่าจะมีอาการต่อเมื่อเรานำตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน จึงเกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุน หูอื้อ มีเสียงรบกวนในหูแล้ว ทั้งนี้อาจมีอาการแทรกซ้อนบางอย่างร่วมด้วย เช่น อาการชาที่ใบหน้าซีกนั้น เดินโซเซ หรืออาการทางสมองอื่นๆ

นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้วว่ามีโรคอะไรที่ทำให้มีอาการเวียนหัว บ้านหมุน หน้ามืดบ้าง ยังมีโรคอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดอาการเหล่านั้นได้อีก ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากความผิดปกติของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการทรงตัว

ดังนั้นหากพบว่ามีอาการผิดปกติเริ่มแรกจากเวียนหัวลุกขึ้นยืน ก้มตัวแล้วเวียนหัว เดินเซ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ และรักษาต่อไป

กินผงชูรส ทำให้ผมร่วงจริงหรอ?

“อย่ากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเยอะ เดี๋ยวผมร่วง” เคยได้ยินประโยคทำนองนี้มากันตั้งแต่เด็กเลยใช่ไหมคะ ผู้ใหญ่มักไม่ให้เด็กๆ อย่างเรากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากเกินไป เพราะไม่อยากให้เราทานผงชูรสมากเกินไปนั่นเอง

ทานผงชูรสมากๆ ทำให้ผมรวงจริงหรือไม่ ถ้าอันตรายมากขนาดนั้นทำไมยึงมีผงชูรสเป็นส่วนประกอบของอาหารมากมายตามท้องตลาด นอกจากผมร่วงผงชูรสยังมีอันตรายอื่นๆ อีกหรือไม่ Sanook! Health มีคำตอบมาให้

ผงชูรส คืออะไร ?
ผงชูรส หรือโมโนโซเดียมกลูตาเมท (MSG) ประกอบไปด้วยโซเดียม (เกลือ) และกรดกลูตามิก (กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง) ผงชูรสได้จากการหมักกากน้ำตาลจากอ้อย หรือน้ำตาลจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติโดยผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ได้จะเป็นผลึกขาวบริสุทธิ์ ละลายน้ำได้ง่าย และเข้ากับอาหารได้ทุกชนิด

ผงชูรสเป็นที่นิยมในการเป็นส่วนประกอบที่ช่วยเสริมรสชาติของอาหารให้ดียิ่งขึ้น หรือเรียกภาษาชาวบ้านคือทำให้อาหารอร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น เราจึงพบผงชูรสตั้งแต่ร้านอาหารข้างทาง ไปจนถึงโรงงานผลิตอาหาร และขนมสำเร็จรูปต่างๆ มากมาย

ผงชูรส ทานมากผมร่วง ?
การรับประทานผงชูรสมากๆ ไม่ได้ทำให้ผมร่วงผมล้านแต่อย่างใด ไม่มีปรากฎในวารสารทางการแพทย์ หรือผลงานวิจัยใดๆ ทั้งสิ้น หลายคนนำอาการผมร่วงมาโยงหาสาเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้จากอาหารการกิน ผงชูรสจึงตกเป็นจำเลยตามความเชื่อที่ได้รับมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่อันที่จริงแล้วสาเหตุใหญ่ๆ ของผมร่วง เกิดจากความผิดปกติของรูขุมขนบนหนังศีรษะ และเส้นผมเอง ความเชื่อนี้จึงไม่เป็นจริง

อันตรายจากผงชูรส
แม้ว่าผงชูรสจะไม่ได้ทำให้ผมร่วง แต่ที่เราถูกห้ามตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ให้ทานผงชูรสมากเกินไป เพราะจากวารสารทางการแพทย์ มีการรายงานถึงอาการผิดปกติของคนที่ทานอาหารที่มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบเอาไว้มากมาย ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงอาการร้ายแรง

– คอแห้ง กระหายน้ำ

– มีอาการแพ้ผงชูรส ปากแห้ง ลิ้นชา แขน หลัง และคอมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น แน่นหน้าอก หน้าแดง จนถึงขั้นเป็นลม

– กระตุ้นอาการหืดหอบ และไมเกรนให้กำเริบ

แต่กระนั้น ก็ยังไม่สามารถสรุปฟันธงได้ว่า อาการผิดปกติดังกล่าวมาจากผงชูรสเพียงอย่างเดียว เพราะจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น และจากการทดลอง มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมาก เช่น ส่วนประกอบต่างๆ ของอาหารในจานนั้นๆ ที่อาจส่งผลต่ออาการเหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน

แต่อันตรายจากผงชูรสที่เกิดขึ้นจากเกลือโซเดียมในผงชูรส มีดังนี้

– ภูมิต้านทานร่างกายลดลง

– เกิดการคลั่งในสมองของเด็ก ทำให้เด็กโตขึ้นมามีอาการปัญญาอ่อน หรือมีอาการชักโคม่า

– เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต ความดันสูง โรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ที่แพทย์สั่งห้ามทานอาหารเค็ม

ส่วนใหญ่ผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งผู้ผลิตมักไม่ค่อยระมัดระวังในปริมาณการใส่ผงชูรสลงไปในอาหาร เพราะผงชูรสไม่ได้มีรสชาติเค็มชัดเจนเหมือนเกลือแกงธรรมดา ใส่ผงชูรสมากๆ ก็อาจไม่ค่อยรับรู้รสเค็มได้ชัดเจน ถึงอาจเผลอใส่เยอะจนทำให้ร่างกายได้รับผงชูรสมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ยังมีอันตรายที่เกิดขึ้นจากตัวผงชูรสเอง ดังนี้

– ทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการเจริญเติบโต

– ทำลายระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาทตา

– อาจเป็นต้นเหตุของมะเร็ง

– เป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารก

ทั้งนี้ อันตรายเหล่านี้เกิดขึ้นจากการทานรับประทานผงชูรส “มากเกินไป” เท่านั้น

ทานผงชูรสเท่าไร ถึงจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
บางคนที่ยังไม่สามารถตัดผงชูรสออกไปจากมื้ออาหารได้อย่างเด็ดขาด ควรรับประทานได้ไม่เกินวันละ 2 ช้อนชา หรือหากต้องการให้รสชาติของอาหารที่ความอร่อยกลมกล่อมใกล้เคียงกับการใส่ผลชูรส สามารถใส่วัตถุดิบจากธรรมชาติได้ เช่น สาหร่าย น้ำต้มกระดูก เป็นต้น

แม้ว่าเรื่องผงชูรสทำให้ผมร่วงจะเป็นเรื่องไม่จริง แต่ที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เราทานผงชูรสมากเกินไปตอนเด็กๆ ก็ยังเป็นเรื่องจริงที่ควรทำอย่างนะคะ และถึงแม้ว่าผงชูรสจะแฝงอันตรายเอาไว้มากมาย แต่หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถให้ประโยชน์กับคนทานอย่างเราๆ ได้เหมือนกัน

เนื้องอกลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าอาการเลือดออกจากทวารหนักสามารถบ่งบอกว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก (Hemorrhoid) หรืออาจเป็นเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ก็เป็นได้ เพราะทั้งสองโรคนี้มีความคล้ายคลึงกันมากจนบางครั้งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดเจน ดังนั้นการใส่ใจและรู้เท่าทันเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) จะช่วยให้สามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี

รู้จักลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าลำไส้ตรง (Rectum) คือ บริเวณที่มีความยาวประมาณ 6 นิ้วสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ โดยต่อกับทวารหนัก (Anal Canal) ลำไส้ตรงมีหน้าที่เก็บของเสียที่เหลือจากการดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย ก่อนที่จะขับออกเป็นอุจจาระทางทวารหนัก

เนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) คือ การเกิดก้อนขึ้นในตำแหน่งของลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ซึ่งในบางกรณีก้อนอาจมีตำแหน่งใกล้กับทวารหนัก (Anal Canal) ส่งผลให้การรักษามีความซับซ้อน และต้องอาศัยความชำนาญของทีมแพทย์ผู้ให้การรักษามากขึ้นเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ทวารหนักเป็นอวัยวะหลักในการควบคุมการขับถ่ายของเสียหรืออุจจาระและเป็นอวัยวะสำคัญอันประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักและระบบประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก การตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ในตำแหน่งที่ใกล้กับทวารหนัก อาจนำไปสู่การผ่าตัดรักษาที่จำเป็นต้องตัดเอาทวารหนักออกไปด้วยเพื่อให้สามารถตัดก้อนเนื้องอกออกได้หมด ในกรณีเช่นนี้ผู้ป่วยจะต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ภายหลังการผ่าตัด โดยต้องถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง (Colostomy) หรือมีถุงทางหน้าท้องแทนการถ่ายอุจจาระทางทวารหนักตามปกติ

อาการต้องสังเกต
ผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) อาจแสดงอาการได้หลายแบบ เช่น

  • ถ่ายมีเลือดสดปนกับอุจจาระ
  • ก้อนอุจจาระขนาดเล็กลง ท้องผูก รู้สึกถ่ายอุจจาระไม่สุด หากเป็นมาก
  • ท้องผูกสลับกับท้องเสีย
  • ปวดท้องน้อย
  • อ่อนเพลีย
  • น้ำหนักลด

การตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญมาก เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งการวินิจฉัยที่เหมาะสมประกอบไปด้วย

  • ตรวจลำไส้ใหญ่อย่างละเอียดโดยการส่องกล้องกับแพทย์ผู้ชำนาญการ
  • ตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์โรค
  • ประมาณระยะของโรคทางคลินิกด้วยภาพถ่ายรังสี
  • ประมวลผลการตรวจและการวางแผนการรักษาโดยทีมแพทย์สหสาขา ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก รังสีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา อายุรแพทย์มะเร็ง และพยาธิแพทย์
  • เนื้องอกลำไส้ส่วนตรง

รักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย)
การรักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) โดยทีมแพทย์สหสาขา ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รังสีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา อายุรแพทย์มะเร็ง และพยาธิแพทย์ ด้วยยา และเครื่องมือทันสมัย ร่วมกับเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้องรักษาติ่งเนื้อหรือเนื้องอกลำไส้ใหญ่ส่วนปลายแบบเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยหายจากเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ยังช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วย เพราะการรักษาด้วยวิธีนี้เพิ่มโอกาสการเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักได้มากขึ้น ภายหลังการรักษาผู้ป่วยสามารถถ่ายอุจจาระทางทวารหนักได้และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ทั้งนี้รายงานจากสถาบันวิจัยทางการแพทย์ชั้นนำของโลกระบุว่า เคล็ดลับความสำเร็จในการรักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ไม่ได้เพียงแต่นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการวินิจฉัยและรักษาในทุกมิติเท่านั้น การร่วมมือกันของแพทย์ผู้ชำนาญการและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ เพราะการร่วมกันวิเคราะห์โรคและสรุปแนวทางการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทีมแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ซึ่งประกอบด้วย ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อายุรแพทย์ทางเดินอาหาร อายุรแพทย์มะเร็ง รังสีแพทย์ แพทย์รังสีรักษา พยาธิแพทย์ จะทำให้ได้แผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การให้การรักษาด้วยการฉายรังสีร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเหมาะสมก่อนการผ่าตัดรักษา อาจลดอัตราการผ่าตัดเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ที่จะต้องมีการถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง (Colostomy) ได้ ทั้งนี้การใช้เทคนิคการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักผู้ชำนาญการเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่น่าพอใจ

การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดรักษาเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) โดยใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง (MIS หรือ Minimally Invasive Surgery) ด้วยการผ่าตัดแผลเล็ก เทคนิคเก็บกล้ามเนื้อหูรูด ไร้ถุงหน้าท้องถาวร จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังการผ่าตัด เจ็บน้อย และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับศูนย์การแพทย์ที่มีความพร้อมระดับสากลอาจจำเป็นต้องมีทีมศัลยแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้องแบบสหสาขาวิชาชีพเพื่อความพร้อมในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) ที่มีการลุกลามของโรคไปในอวัยวะสำคัญ
อื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่น่าพอใจ

ทั้งนี้หากสังเกตเห็นเลือดออกจากทวารหนักต้องตื่นตัวและรีบเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง หากพบว่ามีเนื้องอกลำไส้ส่วนตรง (ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย) จะได้ทำการรักษาทันทีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ควรเลือกอาหารเสริมบำรุงตับที่ดีและมีประโยชน์

สำหรับร่างกายต้องการสิ่งดีๆเข้าไปดูแลและซ่อมแซม เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยูเสมอ ดังนั้น อาหารเสริมบำรุงตับ จึงมีความจำเป็นต่อตับของเรามาก

ความรักที่ดีสำหรับตับที่มีให้ต่อร่างกายของเรา คือตับจะไม่ทำให้ร่างกายของเราต้องเสียงหายหรือหยุดทำงานเลย เราไม่ต้องสงสัยเลยว่าตับเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุด อาจจะเรียกได้ว่าตับทำงานได้หนักกว่าสมองของเรารวมกันทั้งสองซีกอีกก็ว่าได้ เพราะตับทำงานตั้งแต่ร่างกายของเราตื่นนอน และ ยังทำงานอยู่กระทั้งร่างกายของเรานั้นหลับในตอนกลางคืน ซึ่งตับจะไม่ได้พักผ่อนเหมือนร่างกายของเราหรอกนะ

เพราะตับนั้นทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้ เปรียบเสมือนร้านสะดวกซื้อที่ค่อยต้อนรับสารอาหารที่กำลังจะเข้ามาในร่างกายของคุณ แต่ร้านสะดวกซื้อยังมีพนักงานเปลี่ยนเวรยาม แต่ตับของคุณนั้นมีเพียงก้อนเดียว ที่ทำงานอยู่ตลอด เรียกได้ว่า 365 วันตับไม่เคยมีวันหยุดปีใหม่ หรือ สงกรานต์เลยก็ว่าได้

ถ้าจะถามว่าตับกำลังทำอะไรในแต่ละวินาทีคงต้องบรรยายกันอีกยาวเลย เพราะในแต่ละวินาทีหน้าที่ของตับค่อนข้างจะเยอะมากๆ หนึ่งเลย ตับจะค่อยน้ำเลือดที่ส่งมาจากหัวใจคัดกรองเอาสารอาหารให้ออกจากสารพิษและกำจัดสารพิษที่แทรกแซงเขามาที่จะทำร้ายร่างกายของเราออกไป และน้ำสารอาหารเหล่านั้นทำการปรุงแต่งให้เป็นสารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการ จึงเรียกได้ว่าถ้าไม่มีใครรักร่างกายของเราเท่ากับตับอีกแล้ว เพราะตับจะค่อยดูแลร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าคุณรักตับของคุณจริงๆ

วิธีการดูแลก้ง่ายๆเพียงแค่คุณเลือกที่จะกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อตับจะได้ไม่ต้องค่อยทำงานหนักหรือค่อยระแวงว่าสารพิษจะแอบลักรอบเข้ามาในร่างกายของคุณหรือเปล่า และอีกอย่างนึงที่ตับอยากจะให้คุณทำก็คือการนอนหลับแบบเต็มที่เพราะการพักผ่อนที่ดีนั้นจะช่วยให้การทำงานภายในร่างกายดีเยี่ยมทำให้ตับไม่ต้องเหนื่อยอีกต่อไป

สร้างสุขภาพดีด้วยวิธีง่ายๆ

เรื่องโรคภัยไข้เจ็บคงไม่มีใครอยากให้เกิดกับตนเองอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้การเอาใจใส่สุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อโอกาสเกิดโรคต่าง ๆ จะได้น้อยตามไปด้วย ดังคำพูดที่ว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” กระนั้นหลายคนก็ยังมีคำถามอยู่ในหัวว่าแล้วเราต้องทำอย่างไรเพื่อให้ร่างกายของเรามีสุขภาพดี ปราศจากโรคร้ายต่าง ๆ วิธีมันไม่ได้มีอะไรยากเย็น ลองมาดูไปพร้อมกันว่าสิ่งไหนควรทำกันบ้าง

วิธีสร้างสุขภาพดีปราศจากโรคร้าย

  • เลือกทานอาหารให้เหมาะสมกับร่างกาย – ร่างกายคนเรามีลักษณะต่างกันออกไป การเลือกทานอาหารให้เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้สุขภาพดี พื้นฐานของการทานอาหารคือเลือกทานอาหาร 5 หมู่ แต่บางคนก็ต้องเน้นบางชนิดเป็นพิเศษซึ่งแล้วแต่ตัวบุคคลดังที่บอกเอาไว้ ลองดูว่าตนเองต้องทานอะไรบ้างในแต่ละวันเพื่อสร้างสุขภาพให้แข็งแรงเสมอ

 

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ – เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพเอาไว้ได้อย่างยืนยาว การออกกำลังกายช่วยให้หัวใจเต้น อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ทำการ เลือดสูบฉีด เพิ่มความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ยิ่งออกกำลังกายเป็นประจำเท่าไหร่ยิ่งช่วยให้ห่างไกลโรคได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
    พักผ่อนให้เพียงพอสำหรับการพักผ่อนที่ดีที่สุด คือการนอนหลับ ดังนั้นคนที่ต้องการมีสุขภาพดีอย่างน้อยควรนอนวันละ 6-8 ชม. เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูกำลังต่างๆ อย่างเต็มที่พร้อมตื่นขึ้นมาเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ในอนาคตข้างหน้าต่อไปเรื่อย ๆ อีกทั้งยังช่วยให้สมองปลอดโปร่งคิดอะไรได้ง่าย รวดเร็ว

 

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ – การดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยทำให้สุขภาพของเรามีระบบการหมุนเวียนต่าง ๆ คล่องตัว ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น เรื่องความชุ่มชื้นของผิวหนัง เรื่องการขับถ่าย และอื่น ๆ อีกมาก

 

  • งดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็น – บรรดาพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ของหวาน อาหารขยะ รวมถึงเรื่องการสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำร่างกายร่างกายคนเรามานักต่อนัก ใครรู้ตัวเองว่าเป็นคนทำกิจกรรเหล่านี้บ่อย ๆ ต้องรู้จักลด ละ เลิก เพื่อสุขภาพที่ดีในชีวิตแบบไม่ต้องใช้ยารักษา

 

  • อย่าสร้างความเครียดให้กับตนเอง – เข้าใจว่าการทำงานของแต่ละคนก็ต้องมีความเครียดเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่การเก็บความเครียดนั้นเอาไว้ไม่ส่งผลประโยชน์วิธีรวยใด ๆ ค่อย ๆ ปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ แล้วเริ่มต้นใหม่วันพรุ่งนี้ดีกว่ารับรองว่าจะทำให้ชีวิตมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้นอีกเยอะ

วิธีเหล่านี้คือพื้นฐานสำหรับการสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายใครอยากมีสุขภาพดีเริ่มต้นทำตั้งแต่วันนี้ก็ไม่เสียหาย

10 โรคร้าย ใกล้ตัว น่ากลัว ต้องระวัง

ภัยอันตรายใกล้ตัวที่คนสมัยนี้มองข้าม และปล่อยละเลยไม่สนใจ สิ่งที่ตามมาในภายภาคหน้าอาจจะส่งผลอันตรายถึงชีวิตของของคุณ สิ่งที่ช่วยให้เราลอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มีอะไรบ้าง สิ่งแรก หมั่นตรวจสุขภาพประจำปีของตนเองบ่อยๆ สิ่งที่สอง ดูแลร่างกายให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ สาม รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ใช้น้ำมันมากกว่าปกติ วันนี้จะมาบอกเกี่ยวกับโรคที่เรานั้นมองข้ามไปว่ามีอะไรบ้าง

  1. โรคท้องล่วง ลักษณะของอาการจะมีอาการปวดท้อง และขับถ่ายบ่อย เกิดจากไวรัสบางชนิดที่แทรกซึมเข้าสู่ทางเดินอาหาร สาเหตุที่เกิด การรับประทานอาหารที่สกปรก
  2. โรคบาดทะยัก โรคบาดทะยัก เกิดจากการติดเชื้อตามบาดแผล และไม่ได้ทำการรักษาอย่างถูกวิธี อาจจะทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ สาเหตุที่เกิด คือ บาดแผลสกปรก ติดเชื้อ โดยสิ่งที่สกปรก เช่น สนิม เป็นต้น
  3. กาฬโลก คือ โรคที่เกิดขึ้นจากสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตต่างๆที่แพร่เชื้อ คล้ายกันวันโรค สามารถฆ่าชีวิตคนได้ภายใน 1 อาทิตย์หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
  4. โรคฝีดาษ ในอดีต โรคนี้คร่าชีวิตคนไปจำนวน 300 คนทั่วโลก สาเหตุที่เกิด เป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากไวรัส ที่ตอนนี้ยังพิสูจน์ ไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด
  5. อหิวาตกโรค เป็นโรคที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นแต่ไม่รู้ตัว ลักษณะคือทานอาหารแบบสุกๆดิบๆ อาหารสกปรก แมลงวันเป็นบ่อเกิดของโรคนี้มาก วิธีการป้องกัน ควรรับประทานอาหารให้สุก และร้อนตลอดเวลา
  6. โรคมะเร็ง โรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในโลกใบนี้ และเซลล์ของโรคชนิดนี้ก็มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์ แต่อยู่ที่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร หากรู้ทันท่วงทีเราก็จะมีวิธีป้องกันได้เช่นกัน
  7. โรคมาลาเรีย โรคนี้จะเกิดบ่อยในพื้นที่ที่มียุงลายเยอะ และหากถูกัด ยุงลายจะแพร่เชื่อ มาลาเรียเข้าสู่สายเลือด อาการเริ่มแรกจะเป็นไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด
  8. วัณโรค เกิดจากร่างกายไม่มีภูมิคุ้นกันของอากาศทำให้ไวรัสเข้าสู่ปอด ลักษณะการป้องกันหากอยู่ในจุดที่มีคนเยอะ ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อเป็นการป้องกันวัณโรคที่จะเกิดขึ้น
  9. โรคหัวใจ โรคหัวใจจะเกิดขึ้นได้น้อยมากสำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรง บางคนอาจจะมีปัญหาในตอนเด็กที่เกิดอาการผิดปกติจากของร่างกาย ไขมันอุดตันเส้นเลือดก็ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจได้เช่นกัน
  10. เอดส์ โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ง่ายและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด ลักษณะของโรค คือไวรัส ทำลาดเม็ดเลือดขาวของเราทั้งหมด ทำให้โรคนี้ระบาดไปทั่วร่างกาย มีเพียงยาที่คอยเบาเทาอาการของโรคเอดส์เท่านั้น สาเหตุที่เกิด เกิดจากการมีเพศสำพันธุ์ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

ลิ่มเลือดอุดตันในปอด พร้อมรับมือกับภาวะเสี่ยง

          “ลิ่มเลือดอุดตันในปอด” ภาวะเสี่ยงที่อันตรายถึงชีวิต หากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันโรคดังกล่าวยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ และมีวิธีสังเกตอาการเบื้องต้น เพื่อเข้ารับการรักษาที่ทันเวลา ลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะดังกล่าว อาการที่น่าสงสัยคือเหนื่อยหอบในระดับที่มากกว่าปกติ แม้ทำกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำทุกวัน ดังนั้นถ้าหากมีอาการเหนื่อยหอบ ควรสังเกตตัวเองอย่างใกล้ชิด

อาการของภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด

ส่วนมากไม่มีอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่พบแพทย์ด้วยอาการเหนื่อย ซึ่งระดับความเหนื่อยของผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกันออกไปตามความรุนแรงของอาการหรือปริมาณลิ่มเลือดที่อุดตันว่ามากหรือน้อยแค่ไหน และมักมีอาการเหนื่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเหนื่อยในช่วงที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำเป็นประจำแต่เหนื่อยมากกว่าปกติ เช่น เดินขึ้นบันไดในบ้าน บางรายอาจมีอาการบวมที่ขาร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากลิ่มเลือดอุดตันบริเวณหลอดเลือดขา

อาการภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดมักเกิดจากลิ่มเลือดที่อุดตันบริเวณหลอดเลือดขา ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับหัวใจข้างขวาและปอด จากนั้นลิ่มเลือดได้มีการหลุดไปอุดตันที่ปอดตามลำดับ และโดยส่วนมากลิ่มเลือดอุดตันมักเกิดที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งก่อนเข้าสู่ปอด เช่น ปัจจุบันมีการใส่สายเข้าไปในร่างกายเพื่อให้ยาทางหลอดเลือดดำใหญ่ อาจเกิดลิ่มเลือดที่แขนได้ แต่น้อยรายที่ลิ่มเลือดจะเข้าสู่ปอดทันทีโดยไม่พบลิ่มเลือดที่บริเวณอื่น

ในรายที่ลิ่มเลือดกระเด็นเข้าไปอุดตันที่ปอดทันที มักเจ็บบริเวณที่ลิ่มเลือดอุดตัน เนื่องจากลิ่มเลือดไปยังเยื่อหุ้มปอด ซึ่งมีตัวรับความรู้สึก ทำให้ขณะหายใจรู้สึกเจ็บขึ้นมาได้ และถ้าหากลิ่มเลือดอุดตันในปอดเกิดขึ้นฉับพลัน อาจมีอาการเหนื่อยและเจ็บหน้าอกร่วมด้วย แต่เพราะอาการเหนื่อยและเจ็บหน้าอก เป็นอาการไม่จำเพาะเจาะจง อาจทำให้การวินิจฉัยโรคผิดพลาดได้ เนื่องจากมีอาการคล้ายโรคหัวใจ โรคหอบหืด

สาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในปอด

สาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในปอด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  •         มีปัจจัยนำมาก่อน เช่น ได้รับการผ่าตัดทำให้ต้องนอนนิ่งเป็นเวลานาน การป่วยเป็นมะเร็งบางชนิด การใช้ยาบางประเภท โรคทางพันธุกรรม เป็นต้น
  •         ไม่มีปัจจัย

ผลกระทบของโรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด

  • เหนื่อยหอบ ส่งผลให้ทำกิจกรรมประจำวันได้แย่ลง คุณภาพชีวิตต่ำลง
  • กรณีรักษาโรคได้ไม่ดีพออาจทำให้ความดันในหลอดเลือดแดงที่ปอดสูง
  • หัวใจข้างขวาล้มเหลวเรื้อรัง เกิดภาวะบวมตามร่างกาย
  • ในรายที่ผนังกั้นหัวใจทำงานผิดปกติหรือรั่ว อาจส่งผลให้ลิ่มเลือดอุดตันข้ามไปยังสมองได้ เนื่องจากหลอดเลือดดำจากปอดมีการเชื่อมต่อไปที่สมองด้วย
  • เสียชีวิต กรณีที่วินิจฉัยผิดพลาดและรักษาไม่ถูกกับโรค หรือรักษาลิ่มเลือดอุดตันในปอดไม่ทันเวลา

การวินัจฉัยโรคโดยแพทย์

ส่วนมากผู้ป่วยจะพบแพทย์ด้วยอาการเหนื่อยหอบ แพทย์มักจะคำนึงถึงโรคที่มีความอันตรายก่อน เช่น โรคหัวใจ โรคที่ทำให้เยื่อหุ้มปอดฉีกขาด จากนั้นทำการเอกซเรย์ หากไม่พบภาวะที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าว หรือไม่พบเนื้อเยื่อหัวใจหรือปอดฉีกขาด แพทย์จะประเมินความเสี่ยงต่อไป หากความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวมีน้อย แพทย์จะเริ่มคำนึงถึงโรคอื่น ๆ จากปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่น ถ้าหากผู้ป่วยมีพฤติกรรมนอนนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน ผู้ป่วยเป็นมะเร็ง หรือมีภาวะเหนื่อยหอบที่หาสาเหตุไม่ได้ แพทย์จะเริ่มหาว่ามีลิ่มเลือดอุดตันที่ใดหรือไม่ หรือบางรายมีการเจาะเลือดเพื่อหาค่าสารพิเศษ และดูว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหรือไม่ รวมถึงการทำ CT Scan เพื่อตรวจเช็คต่อไป

ข้อควรระวัง

ผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดบางรายเสียชีวิตเพราะได้รับการรักษาไม่ทันเวลา เนื่องจากผู้ป่วยบางรายมีอาการแต่ไม่ได้พบแพทย์ทันที เช่น บางรายคิดว่าเป็นอาการเหนื่อยตามวัย จึงละเลยที่จะไปพบแพทย์ ทำให้การรักษาล่าช้าออกไป ดังนั้นควรรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น

การรักษา

  • หากเกิดขึ้นฉับพลับ ระดับสัญญาณชีพไม่คงที่ แพทย์จะใช้ยาละลายลิ่มเลือดในการรักษา
  • หากมีอาการแต่ภาวะยังไม่เข้าขั้นวิกฤต แพทย์จะใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดในการรักษา
  • ในการรักษาแพทย์จะพิจารณาที่ความเสี่ยงของคนไข้เป็นสำคัญ หากมีความเสี่ยงมาก ระดับสัญญาณชีพไม่คงที่ หรือหัวใจมีสภาวะใกล้ล้มเหลว แพทย
  • จะรีบทำการรักษาเพื่อช่วยชีวิตคนไข้โดยเร็ว แต่ถ้าหากอาการยังไม่เข้าขั้นวิฤต แพทย์อาจให้ยากินหรือยาฉีดตามอาการ แล้วให้คนไข้กลับบ้านไปก่อน จึงนัดติดตามอาการต่อไป

การรักษาโรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังอาการข้างเคียง เช่น ความดันในหลอดเลือดแดงที่ปอดสูงจากการใช้ยารักษาลิ่มเลือดอุดตันในปอด ทั้งนี้การรักษายังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น หากป่วยเป็นมะเร็งชนิดที่มีความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดอาจต้องกินยารักษาไปตลอด แต่ถ้าหากมีความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันในปอดจากการผ่าตัดทำให้ต้องนอนนิ่งเป็นเวลานาน อาจกินยารักษาเฉพาะช่วงที่มีการนอนพักรักษาตัว หากร่างกายเป็นปกติแล้วอาจหยุดยาได้

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค

  • การสูบบุหรี่ ซึ่งมีผลต่อหลอดเลือดโดยตรง อาจทำให้หลอดเลือดบาดเจ็บ เสี่ยงต่อลิ่มเลือดอุดตัน
  • การไม่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานาน

วิธีป้องกัน

  • วิธีป้องกันโรคที่สำคัญคือลดปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น หากนอนนานให้พยายามเคลื่อนไหวให้มากขึ้น หากหลอดเลือดมีความหนืดควรดื่มน้ำมาก ๆ เป็นต้น